Twitterthai

Archive for the ‘รอบโลกน่ารู้’ Category

IPv6 คืออะไร? เครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั่วโลกกำลังก้าวสู่ระบบ IPv6 แทน IPv4 ที่หมดไป




กลไกสำคัญในการทำงานของอินเทอร์เน็ต คือ อินเทอร์เน็ตโพรโตคอล (Internet) อินเทอร์เน็ตส่วนประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ตโพรโตคอล ได้แก่ หมายเลขอินเทอร์เน็ตแอดเดรส หรือ ไอพีแอดเดรส (IP address) ที่ใช้ในการอ้างอิงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆบนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปรียบเสมือนการใช้งานโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกัน จะต้องมีเลขหมายเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้อ้างอิงผู้รับสายได้ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีหมายเลข IP Address ที่ไม่ซ้ำกับใคร

หมายเลข IP address ที่เราใช้กันทุกวันนี้ คือ Internet Protocol version 4 (IPv4) ซึ่งเราใช้เป็นมาตรฐานในการส่งข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 ทั้งนี้การขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว นักวิจัยเริ่มพบว่าจำนวนหมายเลข IP address ของ IPv4 กำลังจะถูกใช้หมดไป ไม่เพียงพอกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคต และหากเกิดขึ้นก็หมายความว่าเราจะไม่สามารถเชื่อมต่อเครื่อข่ายเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นคณะทำงาน IETF (The Internet Engineering Task Force) ซึ่งตระหนักถึงปัญหาสำคัญดังกล่าว จึงได้พัฒนาอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นใหม่ขึ้น คือ รุ่นที่หก (Internet Protocol version 6; IPv6) เพื่อทดแทนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ IPv6 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของตัวโพรโตคอล ให้รองรับหมายเลขแอดเดรสจำนวนมาก และปรับปรุงคุณลักษณะอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับระบบแอพพลิเคชั่น (application) ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลแพ็กเก็ต (packet) ให้ดีขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวและความต้องการใช้งานเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ทำไมจึงต้องเริ่มใช้ IPv6 ?

“จริงๆ แล้ว IPv6 ถูกเริ่มใช้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในประเทศเกาหลี และญี่ปุ่น ได้มีการใช้ IPv6 ในเครือข่าย ISP หลายแห่ง ในประเทศไทยยังไม่มีการใช้ IPv6 ในเชิงพาณิชย์ มีแต่ในเครือข่ายทดสอบของหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ”

ประโยชน์หลักของ IPv6 และเป็นเหตุผลสำคัญของการเริ่มใช้ IPv6 ได้แก่ จำนวน IP address ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวน IP address เดิมภายใต้ IPv4 IPv4 address มี 32 บิต ในขณะที่ IPv6 address มี 128 บิต ความแตกต่างของจำนวน IP address มีมากถึง 296 เท่า ความสำคัญของการมี IP address ที่ไม่ซ้ำกันและสามารถเห็นกันได้ทั่วโลก จะช่วยผลักดันการพัฒนา แอพพลิเคชั่นแบบ peer-to-peer ที่ต้องการ IP address จริงเป็นจำนวนมาก เช่นการทำ file sharing, instant messaging, และ online gaming แอพพลิเคชั่นเหล่านี้มีข้อจำกัดภายใต้ IPv4 address เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนที่ได้รับจัดสรร IP address ผ่าน NAT (Network Address Translation) ไม่มี IP address จริง จึงไม่สามารถใช้แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ได้

สำหรับองค์กรหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ การมี IP address จริงอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตามหน่วยงานเหล่านี้ควรมีความเข้าใจถึงข้อจำกัดของการใช้ NAT นั่นก็คือ การใช้ IP address ปลอม อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในอนาคตหากต้องมีการรวมเครือข่ายสองเครือข่ายที่ใช้ IP address ปลอมทั้งคู่ อีกทั้ง การใช้ IP address ปลอม เป็นการปิดโอกาสที่จะใช้แอพพลิเคชั่นหรือบริการแบบ peer-to-peer เช่น IPsec ในอนาคต



เมื่อไหร่เราจะต้องเริ่มใช้ IPv6 ?

ความจริงแล้วส่วนประกอบหลักๆ ของโพรโตคอล IPv6 ได้ถูกกำหนดขึ้นเรียบร้อยและออกเป็น RFC (Request For Comments) อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 แล้ว ยังคงเหลือในส่วนความสามารถและคุณลักษณะปลีกย่อย เช่น การจัดสรรชุดหมายเลข IPv6 การทำ multi-homing หรือการทำ network management ที่ยังต้องรอการกำหนดมาตรฐาน แต่ในส่วนนี้ไม่น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในฮาร์ดแวร์ หรือ ซอฟท์แวร์มากนัก

จะว่าไปแล้ว IPv6 ถูกเริ่มใช้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในต่างประเทศ เช่น เกาหลี และญี่ปุ่น ได้มีการใช้ IPv6 ในเครือข่าย ISP หลายแห่ง ในประเทศไทยยังไม่มีการใช้ IPv6 ในเชิงพาณิชย์ มีแต่ในเครือข่ายทดสอบของหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ

หากจะถามว่าเมื่อไหร่จึงจะต้องเริ่มใช้ IPv6 คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับความจำเป็นในด้านต่างๆ ของผู้ใช้และผู้ให้บริการเอง ความจำเป็นประการแรก คือการขาดแคลนหมายเลข IP address สิ่งนี้น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับประเทศในเอเชียเช่น เกาหลี และญี่ปุ่น

ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงกว่าหมายเลข IPv4 address ที่ได้รับจัดสรรมาก สำหรับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ความจำเป็นด้านนี้ยังไม่สูงมากเนื่องจากยังมีหมายเลข IPv4 address เหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก ความจำเป็นประการที่สอง ได้แก่ ความต้องการ

บริการหรือแอพพลิเคชั่นชนิดใหม่ที่ต้องใช้หมายเลข IPv6 address ตัวอย่างเช่น การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (Third Generation Mobile Phone) หรือการใช้แอพพลิเคชั่นแบบ peer-to-peer อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ให้บริการ การรอจนกระทั่ง

ความจำเป็นดังกล่าวมาถึง โดยไม่ได้มีการวางแผนการปรับเปลี่ยนเครือข่ายล่วงหน้า อาจทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเสียโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจได้



เปรียบเทียบรูปแบบของ IPv6 และ IPv4 address

IPv6 จะถูกเริ่มใช้ที่ไหนก่อน ?

ประเทศในทวีปเอเชีย และยุโรป มีความตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนเครือข่ายมากกว่าประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ เนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลน IPv4 address บริษัทผู้นำทางด้านเทคโนโลยี IPv6 ล้วนตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ รัฐบาลประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี ต่างให้การสนับสนุนและผลักดันภาคเอกชน ให้หันมาให้บริการ IPv6 ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น อีกทั้งประเทศใหญ่ๆ อย่างเช่น จีน ก็คาดว่าจะเริ่มหันมาเอาจริงเอาจังในด้านนี้ ด้วยจำนวนประชากรและสถานะทางเศรษฐกิจที่บังคับ

นอกจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์แล้ว บริการทางเครือข่ายที่จำเป็นต้องใช้ IPv6 อย่างเช่นบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 ก็อาจเป็นจุดแรกของการเริ่มนำ IPv6 มาใช้ หรือการพัฒนาเครือข่ายภายในบ้านสำหรับติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับการนำ IPv6 มาใช้ การสำรวจพบว่าบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างให้ความสนใจที่จะผนวกหมายเลข IPv6 address เข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้าของตน

เราควรนำ IPv6 มาใช้อย่างไร ?

การนำ IPv6 มาใช้ ควรจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการปรับเปลี่ยนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลจะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายทั่วโลกที่เชื่อมต่อกันอยู่ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนไปสู่เครือข่าย IPv6 ล้วน อาจใช้ระยะเวลาเป็นปี เพราะเหตุนี้ ทาง IETF จึงเสนอทางออก

เพื่อช่วยในการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 ในระหว่างที่เครือข่ายบางแห่งเริ่มมีการปรับเปลี่ยนในช่วงแรก การใช้งาน IPv6 อาจอยู่ในวงแคบ ดังนั้นเราต้องการเทคนิคเพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายที่เป็น IPv6 เข้ากับเครือข่าย IPv4 หรือเครือข่าย IPv6 อื่น เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ

1. การทำ dual stack  เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด ทำงานโดยใช้ IP stack สองอันคือ IPv4 stack และ IPv6 stack ทำงานควบคู่กัน เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv4 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv4 stack เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv6 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv6 stack การทำ dual stack เป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแต่ไม่ใช่ long term solution เนื่องจากยังจำเป็นต้องใช้ IPv4 address ที่โฮสต์หรือเร้าท์เตอร์ที่ใช้ dual stack นั้น

2. การทำ tunneling  เป็นอีกวิธีที่ใช้กันแพร่หลายเพราะเหมาะสมกับการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 ผ่านเครือข่าย IPv4 การส่งข้อมูลทำได้โดยการ encapsulate IPv6 packet ภายใน IPv4 packet ที่ tunneling gateway ก่อนออกไปยังเครือข่าย IPv4 ที่ปลายทาง ก่อนเข้าไปสู่เครือข่าย IPv6 ก็จะต้องผ่าน tunneling gateway อีกตัวซึ่งทำหน้าที่ decapsulate IPv6 packet และส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง จะเห็นได้ว่าการทำ tunneling นี้จะใช้ไม่ได้สำหรับการสื่อสารโดยตรงระหว่างเครื่องในเครือข่าย IPv6 และเครื่องในเครือข่าย IPv4

3. การทำ translation  การทำ translation จะช่วยในการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4 เทคนิคการทำ translation มีสองแบบ แบบแรกคือการแปลที่ end host โดยเพิ่ม translator function เข้าไปใน protocol stack โดยอาจอยู่ที่ network layer, TCP layer, หรือ socket layer ก็ได้ แบบที่สองคือการแปลที่ network device โดยจะต้องใช้ gateway ทำหน้าที่เป็น IPv6-IPv4 และ IPv4-IPv6 translator อยู่ที่ทางออกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4

ทั้งนี้หลังจากการปรับเปลี่ยนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเครือข่ายต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เป็น IPv6 ทั้งหมด เราสามารถทำการสื่อสารโดยใช้โพรโตคอล IPv6 โดยตรง ซึ่งเราเรียกการสื่อสารลักษณะนี้ว่า native IPv6 network.


ในประเทศไทยมี ISP รายไหนให้บริการ IPv6 บ้าง?

ISP ในประเทศไทยที่ได้รับการจัดสรร IPv6 address มีดังนี้

หมายเหตุ :  IPv6 address ที่ได้รับจัดสรรจาก 6Bone จะอยู่ในช่วง Prefix 3ffe::/16 เป็น IPv6 address ชั่วคราวสำหรับใช้งานในเครือข่ายทดสอบ (IPv6 testbed) เท่านั้น และจะต้องถูกเรียกคืนภายใน 6 มิถุนายน 2549 ซึ่งเป็นกำหนดการปิดตัวของเครือข่าย 6Bone ส่วน IPv6 address ที่ได้รับจัดสรรจาก APNIC จะเป็นหมายเลขทีสามารถนำไปให้บริการได้จริง แม้ว่า ISP หลายรายจะเริ่มได้รับการจัดสรรหมายเลข IPv6 address แต่ในปัจจุบัน (มิถุนายน 2548) ยังไม่มีรายใด ที่เปิดให้บริการ IPv6 ในเชิงพาณิชย์กับลูกค้า มีเพียงแต่การทดลองเชื่อมต่อ และการเตรียมความพร้อมภายใน


ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ IPv6 ของISP ต่างๆ ในประเทศไทย จะหาได้จากที่ไหน?

เวบไซต์เหล่านี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าและบริการด้าน IPv6 ของ ISP แต่ละแห่ง ดังนี้

CAT :  http://web.ipv6.cattelecom.com

InternetThailand :  http://www.v6.inet.co.th

CS-Loxinfo :  http://www.ipv6.loxinfo.net.th

TRUE (AsiaInfonet) :  http://www.v6.trueinternet.co.th

NECTEC :  http://www.ipv6.nectec.or.th


บทสรุป
โดย ฉัตรชัย จันทร์อินทร์, เทพฤทธิ์ บัณฑิตวัฒนาวงศ์, ยุทธนา ชนวัฒน์

อินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นที่ 6 (IPv6) มีข้อดีที่เหนือกว่าอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นที่ 4 (IPv4) ดังนี้

  • มีจำนวนหมายเลขอ้างอิงบนเครือข่ายหรือไอพีแอดเดรสที่มากกว่า
  • มีรูปแบบเฮดเดอร์ของตัวโพรโตคอลที่เรียบง่ายและยืดหยุ่นกว่าทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน
  • สนับสนุนแนวคิดการค้นหาเส้นทางแบบลำดับชั้น ส่งผลให้ตารางการค้นหาเส้นทางในเครือข่ายแบ็กโบนมีขนาดเล็ก
  • สนับสนุนการสร้างคุณภาพของบริการ (Quality of Service, QoS)
  • สนับสนุนการติดตั้งปรับแต่งระบบแบบอัตโนมัติ (Serverless Autoconfiguration) การปรับเปลี่ยนแอดเดรส (Renumbering) การเชื่อมต่อหลายผู้ให้บริการ (Multihoming) และ Plug-and-Play
  • สนับสนุนกลไกการรักษาความปลอดภัยบนพื้นฐานของ IPSec (IP Security)
  • สนับสนุนการสื่อสารด้วยไอพีแบบเคลื่อนที่ (Mobile IP)
  • มีการปรับปรุงความสามารถในการติดต่อแบบมัลติคาสต์ (Multicast)


Referred :  IPv6.nectec.or.th  (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  ICT ลั่น 8 มิ.ย. 54 ทดสอบ IPv6 พร้อมกันทั่วโลก World IPv6 Day

Advertisements

หน่วยสืบราชการลับสหรัฐ หรือ FBI ใช้เวลาหลายปีในการแกะรอย “คนส่งสาร” ของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ก่อนจะนำมาซึ่งปฏิบัติการสังหาร อุซามะห์ บิน ลาดิน ได้ในที่สุด


Barack Obama  vs  Osama bin Laden

ประธานาธิบดีโอบามา ดูภาพสดๆ วินาทีสังหาร “บิน ลาดิน” จากกล้องที่ติดบนหมวกหน่วย “ซีลส์” ขณะลั่นกระสุนใส่ตาซ้ายในนัดแรก และตามด้วยนัดที่สองเข้าหน้าอก… โดยสัญญาณภาพ-เสียงถ่ายทอดสดจากกล้องบนหมวกผ่านดาวเทียมมายังห้อง War Room ในทำเนียบขาว


หน่วยสืบราชการลับสหรัฐ หรือ FBI ใช้เวลาหลายปีในการแกะรอย “คนส่งสาร” ของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ก่อนจะนำมาซึ่งปฏิบัติการสังหาร อุซามะห์ บิน ลาดิน ได้ในที่สุด แม้การโจมตีบ้านพักของ บิน ลาดิน จะใช้เวลาไม่ถึง 40 นาที แต่ก็เป็นผลจากการวางแผนอย่างรัดกุมที่สุด โดยหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของ บิน ลาดิน มานานหลายเดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ซุ่มวางแผนล่าตัวผู้นำกลุ่มก่อการร้ายคนสำคัญ ซึ่งหลบซ่อนอยู่ในปากีสถาน

จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการครั้งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เมื่อหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ สามารถระบุตัวคนส่งสารของ บิน ลาดิน ได้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ จากการสอบสวนผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายหลายคน ได้ความว่า “ชายคนดังกล่าวเป็นหนึ่งในคนส่งสารของอัลกออิดะห์ ที่บิน ลาดิน ไว้วางใจ” เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อกล่าว


คฤหาสน์ใหญ่โตที่ซ่อนตัวของ บินลาดิน ย่านอับบอตตาบัด ชานกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน ภาพนี้ถ่ายภายหลังจากเขาถูกหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “ซีลส์” ของสหรัฐฯ สังหารเสียชีวิตในวันอาทิตย์
(1 พ.ค.)


“พวกเขาบอกว่า ชายคนนี้อาจพักอยู่กับ บิน ลาดิน และทำหน้าที่ปกป้องเขา แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่สามารถระบุชื่อจริง หรือสถานที่อยู่ของบุคคลคนนี้ได้” แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว หน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ ก็สามารถระบุพื้นที่ปฏิบัติงานของคนส่งสารรายนี้ รวมถึงพี่ชายของเขา

“แต่เราก็ยังไม่ทราบว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหนแน่ เพราะการรักษาความปลอดภัยของพวกเขารัดกุมอย่างยิ่ง และเนื่องจากพวกเขาระวังตัวกันมาก จึงทำให้เรามั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว”

“จากนั้น ในเดือนสิงหาคมปี 2010 เราก็พบที่อยู่ของเขา”

อาคารต้องสงสัยย่านชานเมืองอับบอตตาบัด ห่างจากกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถานไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 50 กิโลเมตร กลายเป็นจุดสนใจของนักวิเคราะห์ข่าวกรองทันที

“เราตกตะลึงไปตามๆ กัน เมื่อเห็นบ้านที่สองพี่น้องพักอยู่” อาคารดังกล่าวมีประตู 2 ชั้น และใหญ่โตเป็นพิเศษ จนทำให้บ้านเรือนโดยรอบดูเล็กไปถนัดตา ทว่ากลับไม่มีทั้งโทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ต

“มาตรการรักษาความปลอดภัยของอาคารหลังนั้น เข้มงวดผิดธรรมดา รอบบ้านมีกำแพงสูง 12-18 ฟุต พร้อมด้วยลวดหนาม ส่วนภายในก็มีกำแพงที่กั้นอาณาบริเวณของบ้านเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว” นักวิเคราะห์ข่าวกรองลงความเห็นว่า บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่หลบซ่อนของใครบางคนที่มีความสำคัญมากอย่างแน่นอน ต่อมาไม่นาน กรุงวอชิงตัน ก็ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า บ้านหลังดังกล่าวไม่ได้มีเพียงคนส่งสารกับพี่ชายของเขาเท่านั้น แต่ยังมีอีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีรูปพรรณสัณฐานตรงกับสมาชิกในครอบครัว บิน ลาดิน รวมถึงภรรยาที่สาวที่สุดของเขาด้วย เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เริ่มมั่นใจว่า พวกเขาพบที่ซ่อนของ บิน ลาดิน แล้วอย่างแน่นอน จากนั้นประธานาธิบดี บารัค โอบามา จึงหารือกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเพื่อพิจารณาแนวทางในการโจมตี

“เราไม่ได้บอกเรื่องที่อยู่ของ บิน ลาดิน ให้ชาติอื่นๆ ทราบ แม้แต่ปากีสถานก็ตาม ซึ่งเหตุผลเดียว ก็คือ มันเกี่ยวพันกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ของเรา” เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งเผย

และเมื่อเวลา 08.20 น. ของวันศุกร์ (29 เม.ย. 54) ที่ผ่านมา โอบามา ก็อนุมัติให้ส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปโจมตีแหล่งกบดานของ บิน ลาดิน ก่อนที่ตัวเขาเองจะเดินทางไปรัฐอาลาบามา เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ส่งทีมสังหารลงไปยังอาคารดังกล่าวเมื่อวานนี้ (1 พ.ค. 54) จนสามารถปลิดชีพ อุซามะห์ บิน ลาดิน และบุตรชายของเขา รวมถึงคนส่งสารกับพี่ชาย นอกจากนี้ ยังมีสตรีอีกคนหนึ่งที่ถูกสังหาร เนื่องจากถูกสมุนของ บิน ลาดิน ใช้เป็นโล่กันกระสุน มีการคาดกันว่า ทีมสังหารของสหรัฐฯ น่าจะมาจากหน่วยรบพิเศษ ทว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของปฏิบัติการดังกล่าว


ชาวอเมริกันต่างโห่ร้องด้วยความดีใจหลังทราบข่าวการตายของ บิน ลาดิน

เผยเบื้องหลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “ซีลส์” ของกองทับเรือสหรัฐ บุกยิงหัว “บิน ลาดิน” ถึงที่พักในย่านอับบอตตาบัด ในปากีสถาน

อุซามะห์ บินลาดิน ผู้นำหมายเลขหนึ่งของเครือข่ายก่อการร้ายข้ามชาติ “อัลกออิดะห์” ถูกสังหารแล้ว จากการบุกจู่โจมโดยหน่วย “ซีลส์” อันเป็นหน่วยทหารปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ ณ คฤหาสน์ใหญ่โตชานเมืองหลวงปากีสถานเมื่อวันอาทิตย์ (1 พ.ค. 54) ทั้งนี้จากคำแถลงยืนยันอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ในค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์วันเดียวกัน นับเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ของกองทัพอเมริกันในสมรภูมิกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายอันยืดเยื้อตั้งแต่เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 เป็นต้นมา

ประธานาธิบดีโอบามา แถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อค่ำวันอาทิตย์ (1 พ.ค. 54) ตามเวลาท้องถิ่น (เช้าวานนี้ตามเวลาเมืองไทย) โดยมีการแพร่ภาพสัญญาณสดไปทั่วประเทศ ระบุว่า “ค่ำคืนนี้ ผมสามารถแจ้งอเมริกันชน และชาวโลกให้รับทราบโดยทั่วกันว่า สหรัฐอเมริกาได้ปฏิบัติการสังหารอุซามะห์ บินลาดิน แกนนำอัลกออิดะห์ และผู้ก่อการร้ายซึ่งอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมชาย, หญิง และเด็กผู้บริสุทธิ์หลายพันคนได้แล้ว” คำแถลงครั้งประวัติศาสตร์ของโอบามา ยังระบุด้วยว่า ตัวเขาเป็นผู้อนุมัติปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้กองกำลังติดอาวุธของสหรัฐฯ บุกโจมตีใส่พื้นที่กบดานของบินลาดินในเขตอับบอตาบัด ปากีสถาน ในวันอาทิตย์ (1 พ.ค. 54)

“เจ้าหน้าที่อเมริกันทีมเล็กๆ ทีมหนึ่งบรรลุภารกิจนี้ด้วยความกล้าหาญ และมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง โดยที่ไม่มีชาวอเมริกันคนใดได้รับบาดเจ็บ และพวกเขาก็ปฏิบัติการโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้พลเรือนได้รับอันตราย และภายหลังการยิงต่อสู้ พวกเขาก็ปลิดชีพ อุซามะห์ บินลาดิน และนำศพของเขากลับออกมาด้วย” ผู้นำทำเนียบขาว ให้รายละเอียด “ความยุติธรรมเกิดขึ้นแล้ว”

โทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 3 แหล่ง ยืนยันเช่นกันว่า บินลาดินเสียชีวิตในปฏิบัติการโจมตีแมนชันแห่งหนึ่ง นอกกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ส่วนเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองของปากีสถานก็ยืนยันด้วยว่า แกนนำอัลกออิดะห์ได้เสียชีวิตลงแล้วโดยปฏิบัติการของหน่วยสืบราชการลับพิเศษ ทว่าก็ยังไม่ยืนยันว่า บินลาดินถูกสังหารที่ใด, อย่างไร และเมื่อใด นอกจากนี้สำนักข่าวรอยเตอร์และโทรทัศน์บีบีซี ยังรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่หลายคนระบุด้วยว่า ปฏิบัติการจู่โจมสถานที่พำนักของบินลาดินในอับบอตาบัด คราวนี้ ได้ปลิดชีพบุตรชายคนหนึ่งของบินลาดิน รวมทั้งชายและหญิงอีกรวม 2 คนด้วย

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้หนี่งได้บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า หน่วย “ซีลส์” (SEALs) อันเป็นทหารปฏิบัติการพิเศษที่นำโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ คือหน่วยที่เข้าดำเนินการจู่โจมคราวนี้ เจ้าหน้าที่ผู้นี้เล่าว่า ทหารจากหน่วยซีลส์ทีมนี้ได้ถูกซีไอเอยืมตัวมาเพื่อการปฏิบัติการในช่วงคืนวันอาทิตย์ต่อกับก่อนรุ่งสางวันจันทร์ โดยที่พวกเขาอาศัย เฮลิคอปเตอร์บุกจู่โจมเข้าคฤหาสน์ที่บิน ลาดิน ซ่อนตัวอยู่ ก่อนหน้านี้ มีสำนักข่าวหลายแห่งบอกว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ซึ่งกินเวลาน้อยกว่า 40 นาที ควบคุมและกำกับโดยผู้อำนวยการซีไอเอ ลีโอน พาเนตตา และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองคนอื่นๆ ภายในห้องประชุม ณ ตึกสำนักงานใหญ่ของซีไอเอ ในมลรัฐเวอร์จีเนีย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้นี้ก็ยืนยันกับเอเอฟพีว่า “ความรับผิดชอบในการจู่โจมเป็นของ ลีโอน พาเนตตา ส่วนการปฏิบัติการจู่โจมนั้นดำเนินการโดยหน่วยซีลส์แห่งกองทัพเรือ” โทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นได้ระบุการปฏิบัติการครั้งนี้ว่า เป็น “ภารกิจสังหาร” ทว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯหลายรายบอกกับเอเอฟพีว่า บิน ลาดิน “ทำการต่อต้านดังที่พวกเราคาดหมายเอาไว้” ดังนั้นจึงถูกฆ่าตายพวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯหลายคนระบุด้วยว่าศพของบิน ลาดิน ได้รับการฝังในทะเล เนื่องจากสหรัฐฯต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานที่ฝังศพของเขากลายเป็น “ที่สักการะบูชา” อีกทั้งไม่มีเวลาสำหรับการเจรจากับประเทศอื่นๆ เพื่อหาสถานที่ฝังศพ นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯผู้หนึ่งกล่าวด้วยว่า ศพของบิน ลาดิน ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติและประเพณีอิสลามโดยที่สหรัฐฯถือว่าการปฏิบัติตามหลักอิสลามนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา โฆษกของ อัล อัซฮัร สถานศึกษาทางศาสนาอิสลามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของนิกายสุหนี่ ได้ออกมาแถลงว่า อิสลามนั้นคัดค้านการฝังศพลงในทะเล

“ถ้าเป็นความจริงที่ศพนี้ถูกโยนลงไปในทะเลแล้ว อิสลามก็คัดค้านอย่างสิ้นเชิงต่อวิธีการเช่นนี้” มาหมูด อาซับ ที่ปรึกษาคนหนึ่งของ เชก อาเหม็ด อัล ทาเยบ หัวหน้าอิหม่ามแห่งอัล อัซฮัร ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ระบุ พร้อมกับอธิบายว่า อิสลามกำหนดให้ต้องฝังศพ ยกเว้นในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น พวกที่จมน้ำตาย


บรรยากาศในเช้าวันนี้ชาวญี่ปุ่นต่างให้ความสนใจกับข่าวสังหาร บิน ลาดิน ขณะเดินทางไปทำงาน

ในอีกด้านหนึ่ง ภายหลังข่าวความสำเร็จของปฏิบัติการคราวนี้แพร่ออกไป ภาพข่าวโทรทัศน์อเมริกันก็ถ่ายทอดให้เห็นบรรยากาศบริเวณกราวด์ ซีโร ในมหานครนิวยอร์กอันเคยเป็นจุดที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ที่ถูกก่อวินาศกรรมจนพังถล่มลงมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 โดยปรากฏว่า ชาวอเมริกันนับพันนับหมื่นคนได้แห่แหนมาชุมนุมกันที่นี่เพื่อเฉลิมฉลองต่อชัยชนะเชิงสัญลักษณ์นี้ พร้อมกับโบกธงชาติ และร้องตะโกนกึกก้องว่า “ยูเอสเอ ยูเอสเอ….” นอกจากนี้ บรรยากาศภายในสนามกีฬาในร่มหลายแห่งที่กำลังมีเกมการแข่งขัน ก็มีคนอเมริกันพร้อมใจกันเฉลิมฉลองในลักษณะเดียวกันนี้อย่างเนืองแน่น นอกเหนือจากโอบามาแล้ว อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเมื่อตอนที่เกิดเหตุการณ์วินาศกรรมครั้งนั้น และเป็นผู้นำพาสหรัฐฯ กระโดดเข้าสมรภูมิกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายนี้ ก็ได้ออกมาสรรเสริญว่า “การตายของบิน ลาดินถือเป็นชัยชนะของคนอเมริกันทั้งประเทศ” พร้อมกันนี้บุชก็ยังแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีโอบามา, หน่วยขาวกรองของสหรัฐฯ และทหารอเมริกันด้วย “ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จนี้ถือเป็นชัยชนะของอเมริกา ของผู้คนที่แสวงหาสันติภาพไปทั่วโลก และของทุกคนที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001” บุช กล่าว

อย่างไรก็ตาม “การต่อสู้กับพวกก่อการร้ายยังคงดำเนินต่อไป ทว่าค่ำคืนนี้อเมริกาได้ส่งสาล์นซึ่งไม่ผิดพลาด นั่นก็คือ ไม่ว่าจะใช้เวลายาวนานเพียงใด ความยุติธรรมจะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของบินลาดินได้เพิ่มข้อสงสัยเกี่ยวกับทิศทางอนาคตของกลุ่มอัลกออิดะห์ รวมถึงนโยบายด้านความมั่นคงและต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ช่วงตลอด 10 ปีหลังมานี้เน้นหนักไปที่การต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลกเป็นสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ และพันธมิตรอาจต้องหวั่นวิตกว่าจะถูกแก้แค้นจากพวกสมุนของบินลาดิน รวมทั้งกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย ความหวาดเกรงว่ากลุ่มก่อการร้ายจะลงมือล้างแค้น ก็ทำให้รัฐบาลหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, อังกฤษ และญี่ปุ่น ประกาศยกระดับด้านความปลอดภัยและเฝ้าระวังทั่วประเทศ รวมถึงสถานทูตของตนทั่วโลก ตลอดจนประกาศเตือนให้พลเมืองของตนในต่างแดนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษอีกด้วย.

Referred :  ภาพ-ข่าว : ผู้จัดการออนไลน์  | Photo : Boston.com | คลิปวิดีโอ : ช่อง 3


“ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุทอร์นาโดถล่มทั่วภาคใต้สหรัฐ ทะลุเกิน 305 ศพ โดยเฉพาะรัฐอลาบามาสังเวยไปกว่า 204 ศพ องค์การนาซ่าห่วงอากาศไม่ดีอาจต้องเลื่อนส่งยานอวกาศ…”

ท่านสังเกตุมั้ยว่า ตั้งแต่เริ่มปี 2011 นี้มานี่รู้สึกว่าเป็นปีที่ธรรมชาติวิปริตรุนแรงมาก นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่นจนทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิอย่างรุนแรงเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนเมื่อถึงปลายเดือนที่บ้านเราก็โดนด้วย เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรงผ่ากลางฤดูร้อนที่ภาคใต้ ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และมาล่าสุดสหรัฐอเมริกาก็ต้องเผชิญกับพายุ (ประจำ) แต่ปีนี้รุนแรงมากซึ่งมันเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก



[19 เม.ย. 54 ] รายงานข่าวจากประเทศสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า เกิดพายุทอร์นาโดพัดเข้าถล่มสหรัฐฯอย่างน้อย 230 ลูก ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งที่รัฐนอร์ธแคโรไลน่า เบื้องต้น นับทอร์นาโดได้มากถึง 90 ลูกแล้ว แต่การนับยังไม่จบสิ้น ทั้งนี้ ถ้านับแล้วเสร็จนั้นจะถือว่าเป็นการทำลายสถิติจำนวนทอร์นาโดในประวัติศาสตร์ ของพื้นที่นี้ทีเดียวทั้งนี้ ตามปกติรัฐนอร์ธแคโรไลนาจะเจอกับทอร์นาโดราว 19 ลูกในแต่ละปีเท่านั้น !


Destructive Tornado near Jackson, MS! [15 April 2011]


[27 เม.ย. 54 ] ชาวอเมริกันตกใจกับเหตุการณ์พายุทอร์นาโดพัดถล่มครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 37 ปีหลังพายุได้สร้างความสูญเสียใน 8 รัฐทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 305 รายแล้ว  ท่ามกลางความวิตกว่าตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยรัฐอลาบามาเป็นรัฐที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดโดยมีผู้เสียชีวิตมากถึง 204 รายและผู้บาดเจ็บมากกว่า 1,700 คน และยังมีผู้เสียชีวิตอีก 34 รายในรัฐเทนเนสซี, 33 รายในรัฐมิสซิสซิปปี้, 14 รายในรัฐจอร์เจีย, 12 รายในรัฐอาร์คันซอ, 5 รายในรัฐเวอร์จิเนีย, 2 รายในรัฐมิสซูรี และอีก 1 รายในรัฐเคนตั๊กกี้

นับเป็นเหตุการณ์พายุทอร์นาโดพัดถล่มในวันเดียวที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในสหรัฐนับตั้งแต่พายุทอร์นาโดคร่าชีวิตประชาชน 310 รายเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2517  ปัจจุบันพายุทอร์นาโดครั้งนี้เป็นครั้งเลวร้ายที่สุดลำดับที่ 5 ของสหรัฐ

โดยครั้งรุนแรงอันดับ 1 คือ พายุทอร์นาโดที่พัดถล่มในเดือนมีนาคม 2468 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 747 ราย ขณะที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐหรือนาซ่า เตือนว่า สภาพอากาศที่มีเมฆครึ้มและลมกระโชกแรงทำให้มีโอกาสมากขึ้นเป็น 20-30% ที่จะต้องเลื่อนการส่งยานอวกาศเอนเดฟเวอร์ขึ้นสู่อวกาศในเวลา 15.47 น.วันนี้ (29 เม.ย. 54) ตามเวลาท้องถิ่นหรือ 2.47 น.วันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย

ทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้กล่าวว่าการสูญเสียชีวิตที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในรัฐอลาบามาทำให้รู้สึกหัวใจสลาย นับเป็นพายุทอร์นาโดครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปี  และเขาจะเดินทางไปสำรวจความเสียหายและเยี่ยมผู้ประสบภัยที่รัฐอลาบามาในวันนี้ พร้อมทั้งกล่าวสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า รัฐบาลกลางจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยฟื้นฟูความเสียหายในพื้นที่ประสบภัย

แอคคิวเวทเธอร์ ซึ่งเป็นสำนักงานพยากรณ์อากาศของเอกชน อธิบายว่า พายุรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากมวลอากาศร้อนชื้นเคลื่อนตัวจากรัฐเท็กซัส อาร์คันซอ และหลุยเซียนา พัดขึ้นเหนือปะทะกับมวลอากาศเย็น โดยมีกระแสลมจากทางใต้และตะวันตกเฉียงใต้เข้ามาทำให้เกิดพายุหมุน.


ในช่วงเวลาไม่ถึงเจ็ดปีเต็มที่ผ่านมานี้ โลกของเราได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจากแผ่นดินไหวที่มีขนาดเกิน 8.6 ตามมาตราริกเตอร์ถึง 3 ครั้ง

เริ่มจากที่อินโดนีเซีย (คนไทยคงยังจำสึนามิในปี 2004 ที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 9.1 ครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี), ชิลี (แผ่นดินไหวขนาด 8.8 ในปี 2010), และครั้งล่าสุดที่ญี่ปุ่น (“Tohoku Earthquake” หรือ “Sendai Earthquake” ขนาด 9.0 ในเดือนมีนาคม 2011) แนวโน้มเช่นนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวมีความเห็นแบ่งกันเป็นสองฝ่าย และต่างฝ่ายต่างก็ระดมพลเข้าถกเถียงกันอย่างเข้มข้นในการประชุมประจำปีของ Seismological Society of America เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2011 ที่ผ่านมา ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเมื่อมีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในระดับอภิมหาแผ่นดินไหว (Megaquake) เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง แผ่นเปลือกโลกโดยรวมจะได้รับผลกระทบทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ ตามมาอีกเป็นชุด


Charles Bufe นักวิทยาศาสตร์วัยเกษียณจาก US Geological Survey (USGS) ในเดนเวอร์ ได้รายงานว่า เมื่อเอาข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ ที่มีขนาดเกิน 9.0 ในช่วงปี 1952-1964 มาวิเคราะห์จะเห็นว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ เกิดติดกันเป็นช่วงๆ ที่มีความสัมพันธ์กันกับแผ่นดินไหวครั้งก่อนหน้า จากการวิเคราะห์ของเขานั้น แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ที่ Kamchatka ในประเทศรัสเซียเป็นเหตุการณ์อภิมหาแผ่นดินไหวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1900 จากนั้นก็มีเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ตามมาเรื่อยๆ เป็นชุด จนไปจบชุดลงที่เหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.2 ที่อะลาสก้า (อภิมหาแผ่นดินไหวที่อยู่ในช่วงนี้ด้วย คือ แผ่นดินไหวขนาด 9.5 ที่ถล่มชิลีในปี 1960 ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดเท่าที่วิทยาศาสตร์มีการบันทึกมา) เขาสรุปไว้ในรายงานว่ามีโอกาสเพียง 4% เท่านั้นที่แนวโน้มนี้จะเกิดขึ้นเพราะ “ความบังเอิญ” หรือพูดอีกทางนั่นคือ เขาแน่ใจ 96% ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ ไม่ได้กระจายตัวแบบสุ่ม นอกจากนั้นเมื่อรวมข้อมูลของเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2004 เข้าไป เขาพบว่าโอกาสที่จะเกิดแบบสุ่มลดลงเหลือเพียง 2% เท่านั้น

David Perkins เพื่อนของ Charles Bufe ที่ USGS ได้ร่วมกันก้บ Charles Bufe ทำแบบจำลองทำนายเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอนาคตอันใกล้ขึ้นมา พวกเขาพบว่า ตามแบบจำลองที่สมมติให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ เกิดแบบกระจุกตัวเป็นชุด มีโอกาส 63% ที่เราจะได้เจอกับแผ่นดินไหวขนาด 9.0 หรือใหญ่กว่า ณ จุดไหนสักแห่งบนโลกนี้ภายใน 6 ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับโอกาส 24% ในกรณีที่สมมติให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ กระจายตัวแบบสุ่ม แต่ในอีกฝ่ายหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการสรุปของ David Perkins และ Charles Bufe

Andrew Michael นักวิจัยจาก USGS ที่ Menlo Park รัฐแคลิฟอร์เนีย รายงานไปอีกทางว่า เมื่อเขาเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยดูตัวแปรอื่นๆ ร่วมด้วยและตั้งค่าขนาดแผ่นดินไหวขั้นต่ำที่จะเอามาทดสอบไว้ที่ระดับต่างๆ กันหลายระดับ ไม่ใช่แค่เอาเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดเกิน 9.0 มาคิด เขากลับไม่เห็นการกระจุกตัวเป็นชุดอย่างที่ David Perkins กับ Charles Bufe บอกเลย และเมื่อเอาข้อมูลทั้งระยะเวลาที่ทิ้งห่างระหว่างแผ่นดินไหวแต่ละครั้งและกิจกรรมการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลกมาสร้างแบบจำลอง Andrew Michael ก็ยืนยันว่าแบบจำลองที่อิงพื้นฐานการกระจายตัวแบบสุ่มอธิบายข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงได้ดีกว่า

Charles Bufe โต้ทันควันว่าวิธีของ Andrew Michael มันไม่เหมาะสม มันควรจะนับเอาเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ แบบที่เขาทำ ถ้าไปนับเอาครั้งเล็กๆ น้อยๆ ด้วย รูปแบบการกระจุกตัวของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ ก็จะถูกกลบไปหมด แต่ Richard Aster แห่ง New Mexico Institute of Mining and Technology ก็ออกมาเข้าข้าง Andrew Michael ว่าวิธีและการสรุปของ Charles Bufe ต่างหากที่ไม่ตรงกับหลักการทางสถิติ นับตั้งแต่ปี 1900 มีแผ่นดินไหวที่ขนาดมากกว่า 7.0 ทั้งสิ้น 1,700 กว่าครั้ง แต่มีเพียงแค่ 70 ครั้งที่มีขนาดเกิน 8.0 และ 5 ครั้งที่มีขนาดเกิน 9.0

Richard Aster ได้ทำการวิเคราะห์ของตัวเองมาเหมือนกัน เขานำข้อมูลของพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากแผ่นดินไหวแต่ละครั้งมาร่วมคำนวณด้วย ผลที่เขาได้ก็ออกมาในทางเดียวกันกับ Andrew Michael นั่นคือ ไม่พบการกระจุกตัวของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ ที่มีนัยสำคัญทางสถิติเลย ถ้าจะมีชุดข้อมูลที่กระจุกตัวกันบ้าง ส่วนใหญ่นั่นก็เกิดจาก aftershock และการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ใช่ความสัมพันธ์ในระดับทั้งโลกแบบที่ว่าพอมีอภิมหาแผ่นดินไหวครั้งหนึ่งแล้วต้องมีอภิมหาแผ่นดินไหวในที่อื่นๆ ตามมาอีกเป็นชุด

ทีมวิจัยของ Richard Aster สรุปว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ ส่งแรงกระทบกระเทือนไปยังแผ่นเปลือกโลกอื่นได้อย่างมากก็แค่แผ่นที่ห่างออกไปเป็นระยะทางไม่เกิน 2-3 เท่าของรอยแยกนับจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว การที่แผ่นดินไหวในซีกโลกหนึ่งจะส่งแรงกระเทือนเป็นพันๆ กิโลเมตรข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปก่อให้เกิดแผ่นดินไหวในอีกซีกโลกหนึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

เรื่องที่น่าเสียดายที่สุดของการถกเถียงครั้งนี้คือ เราหาใครมาเป็นกรรมการตัดสินผลแพ้-ชนะไม่ได้ Andrew Michael ยอมรับตรงๆ ว่า “ทางเดียวที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ได้คือต้องรอไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะมีข้อมูลของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ มากกว่านี้ โชคร้ายที่หนทางนี้มันเป็นเรื่องปกติของ Seismology

(Seismology คือ วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาแผ่นดินไหวและการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอันเกิดจากคลื่นแผ่นดินไหว)

The only way out of this will be unfortunately waiting a long time until we see more large earthquakes. That is the problem we face in seismology.

แปลว่าเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอภิมหาแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นติดๆ กันในช่วง 7 ปีนี้เป็นแค่ “เรื่องบังเอิญทางสถิติ” หรือเป็นเพราะ “โลกเรากำลังอยู่ในช่วงที่แผ่นดินไหวชุดใหญ่กำลังเกิดขึ้นอย่างถี่ๆ” กันแน่ จนกว่านักวิทยาศาสตร์พวกนี้จะได้ข้อมูลมาดูเล่นมากพอ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงเวลาอย่างต่ำอีกเป็นร้อยเป็นพันปี (การเก็บข้อมูลแผ่นดินไหวตามหลักการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งมีมาได้เพียงร้อยปีเศษเท่านั้น)

ผมว่าเมื่อรู้แบบนี้แล้ว หากท่านใดยังเจอฟอร์เวิร์ดเมลหรือข่าวลือในเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า “ธรรมชาติกำลังลงโทษมนุษย์ สร้างแผ่นดินไหวมาถล่มโลกให้แตก” พร้อมกับแนบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาให้ดูน่าเชื่อถือ ก็ขอให้ท่านตอบกลับด้วยข่าวนี้ และบอกคนส่งว่า “นักวิทยาศาสตร์ตัวจริงมันไม่มีเวลามาทำนายโลกแตกหรอก แค่ที่เถียงๆ กันนี่จะจบก่อนโลกแตกหรือเปล่า ยังไม่รู้เลย”.

Referred :  terminus, jusci.net

Noma Restaurant (Copenhagen) – The World’s Best Restaurant 2011

ภัตตาคาร “โนมา” ในเดนมาร์ก ซึ่งมีพ่อครัวชื่อดัง เรเน่ เรดเซพปี้ (Rene Redzepi) ครองแชมป์ร้านอาหารดีที่สุดในโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งคัดจากรายชื่อร้านอาหารกว่า 800 แห่งโดยผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมร้านอาหารนานาชาติให้แก่นิตยสาร “Restaurant” ของอังกฤษ นอกจากนี้ร้านอาหารแห่งใหม่ร้านแอมเบอร์ในจีนชื่อติดบัญชีอันดับ 37 ด้วย


The Restaurant Magazine นิตยสารด้านอาหารชื่อดังของอังกฤษรายงานผลการจัดอันดับร้านอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดทั่วโลก 50 แห่งประจำปี 2011 หรือ S.Pellegrino World’s 50 Best Restaurants อันดับ 1 ของปีนี้คือ ร้านอาหาร Noma ของเชฟ เรเน่ เรดเซพปี้ (Rene Redzepi) จากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งครองแชมป์เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ปีที่แล้วภัตตาคารจากเมืองโคนมแห่งนี้สามารถโค่นแชมป์ 4 สมัยอย่าง elBulli ร้านอาหารสเปนที่ปีนี้ (2011) ไม่ติดอันดับใดๆ เลยเนื่องจากพ่อครัวขอปิดร้านชั่วคราวและวางแผนปรับปรุงร้านใหม่

ร้านอาหาร Noma เป็นร้านที่มีชื่อเสียงทั้งด้านรูปแบบของร้านและรสชาติของอาหาร ตัวร้านแห่งนี้ถูกดัดแปลงได้อย่างลงตัวจากคลังเก็บสินค้าโบราณในศตวรรษที่ 18 การตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่มีสไตล์เข้ากันได้ดีกับอาหารสแกนดิเนเวียนรสเลิศที่ถูกบรรจงปรุงอย่างประณีตจากวัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่เหล่านักชิมทั่วโลกต่างต้องเทใจยกนิ้วให้สถานที่แห่งนี้ การจัดอันดับนี้ได้มาจากการลงคะแนนเสียงของผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอาหารและภัตตาคารทั่วโลกกว่า 800 คน

สำหรับสองอันดับรองลงมาตกเป็นของร้านอาหารขึ้นชื่อจากสเปน โดยอันดับที่ 2 ได้แก่ร้าน El Celler de CanRocaบริหารงานโดยสามพี่น้องชาวสเปน โดย น้องคนเล็กสุดมีอายุเพียง 33 ปีเท่านั้น ในขณะที่ร้าน Mugaritz ที่แม้จะเสียหายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ แต่ยังสามารถคว้าอันดับที่ 3 มาได้

ส่วนรางวัลเชฟยอดเยี่ยมแห่งปี Chefs’ Choice award ที่ลงคะแนนโดยเพื่อนเชฟด้วยกัน ตกเป็นของ Massimo Bottura จากภัตตาคารอิตาเลียนชื่อ Osteria Francescana ผู้ซึ่งได้รับความชื่นชมจากทั่วโลกด้วยเทคนิคล้ำหน้าและหมั่นพัฒนาฝีมืออยู่เสมอแต่ยังคงไม่ละทิ้งยุทธวิธีการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม


ทางฝั่งเอเชียบ้านเรา ร้านอาหารที่เยี่ยมยอดที่สุดในทวีปนี้ยังคงเป็น Les Creations de Narisawa ร้านอาหารฝรั่งเศสแบบแหวกแนว ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเจ้าเก่าขาประจำรั้งอันดับหนึ่งของร้านอาหารสุดยอดของเอเชียได้ถึง 3 ปีซ้อน และในปีนี้ Les Creations de Narisawa ยังถูกจัดอยู่อันดับที่ 12 ของร้านอาหารยอดเยี่ยมทั่วโลกอีกด้วย

ทั้งนี้ แม้ร้านอาหารยอดเยี่ยมส่วนใหญ่ที่ติดอันดับในปีนี้จะเป็นของยุโรป แต่ก็มีร้านใหม่ๆ จากทวีปอื่นๆ เพิ่มเข้ามาอาทิ ร้าน Amber จากประเทศจีน, ร้าน Astrid Y Gaston จากประเทศเปรู, ร้าน Varvary จากประเทศรัสเซีย และร้าน Pujol จากประเทศเม็กซิโก.

AFP – วอลเตอร์ บรูนนิง อดีตพนักงานการรถไฟผู้มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก ได้เสียชีวิตลงแล้วโดยสงบในมลรัฐมอนแทนา ด้วยวัย 114 ปี


วอลเตอร์ บรูนนิง บุรุษผู้มีอายุยืนที่สุดในโลก ในวัย 114 ปี เขาเคยแนะนำไว้ว่า
การใช้ชีวิตอย่างพอดีเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อายุยืน

บรูนนิงเสียชีวิตวานนี้ (14 เม.ย. 54) ด้วยสาเหตุการตายตามธรรมชาติในโรงพยาบาลเกรตส์ฟอลส์ สแตเซีย เคอร์บี โฆษกหญิงของบ้านพักคนชรา เรนโบว์ซีเนียร์ลิฟวิง ซึ่งคุณปู่บรูนนิงอาศัยอยู่ใต้ชายคามาตั้งแต่ 1980 เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่น ทั้งนี้ วอลเตอร์ บรูนนิงใช้ชีวิตด้วยการรับประทานอาหารเพียงวันละ 2 มื้อมาเป็นเวลากว่า 35 ปี

“ผมคิดว่าคุณควรถอยห่างจากโต๊ะอาหาร แม้คุณจะยังไม่อิ่ม” บรูนนิงให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เกรตส์ฟอลส์ ทริบูน เมื่อปี 2009

“ผมเสียใจมากที่สูญเสียเพื่อนรัก และชาวมอนแทนาผู้ยิ่งใหญ่” ไบรอัน ชไวต์เซอร์ ผู้ว่าการรัฐมอนแทนากล่าวในคำแถลง หนังสือพิมพ์เกรตส์ฟอลส์ ทริบูน รายงาน

“วอลเตอร์สอนผมว่า ทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความพอเพียงจะช่วยให้มีชีวิตยืนนาน การทำงานหนักและใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ เพียงพอแล้วที่จะทำให้มีความสุข และการแบ่งปันคืนให้กับคนอื่นบ้างเป็นสิ่งที่ดีต่อจิตใจ”

วอลเตอร์ บรูนนิง เกิดในเมืองเมลโรส มลรัฐมินนิโซตา เมื่อวันที่ 21 กันยายน 1896 ก่อนย้ายไปยังเมืองเกตส์ฟอลส์ เพื่อหางานทำกับบริษัทเกรตส์ นอร์ตเธิร์น เรลเวย์ ทั้งนี้ เขาได้รับการบันทึกลงกินเนสส์ บุ๊กออฟเวิลด์เรกคอร์ด ฉบับปี 2011 ในฐานะบุรุษผู้อายุยืนยาวที่สุดในโลกซึ่งยังมีชีวิตอยู่ โดยก่อนหน้านี้ตำแหน่งดังกล่าวเคยเป็นของ เฮนรี อัลลิงแฮม ชายชราชาวอังกฤษผู้เสียชีวิตไปด้วยวัย 113 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2009

สืบเนื่องจากการเสียชีวิตของวอลเตอร์ บรูนนิง วานนี้ (14 เม.ย. 54) ปัจจุบันสถิติบุรุษผู้มีอายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ตกเป็นของ จิโรเอมอน คิมูระ พ่อเฒ่าชาวญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 114 ปีในวันอังคารหน้า (19 เม.ย. 54)

  • Referred: manager.co.th

Twitter @siangchai

Enjoy talk all
interesting story
on a daily life.

siangchai on Facebook

มาเล่นทวิตเตอร์กันเถอะ

  • สนุกแน่! FB ทุ่ม 200 ล้านปอนด์ คว้าสิทธิ์ยิงสดพรีเมียร์ลีกอังกฤษ... การฟาดแข้งทั้ง 380 แมตช์ต่อซีซัน เริ่มปี 2019 จ… twitter.com/i/web/status/1… 2 weeks ago
  • ด่วน! ยืนยันพบทีมหมูป่าทั้ง 13 คนแล้ว today.line.me/TH/article/WkX… #LINETODAY 2 weeks ago
  • "เด็กรอดแน่! ตุนเสบียงเข้าถ้ำ" เปิดเสบียง 13 ชีวิต ซื้อกินก่อนเข้าถ้ำ น้ำหวาน ขนม นักวิทย์ชี้อยู่ได้เป็นเดือน [clip] goo.gl/xb31o3 3 weeks ago
  • กลับไม่ได้ไปไม่ถึง (ทำไงดี) cover by หนอยแน่ The Voice (HQ audio) youtu.be/FQ36umC70ME 5 months ago
  • แต่ชุดนี้คือการร้อง cover ที่สุ้มเสียงถือว่าดีมากเลยแหละ ลองฟังดู goo.gl/KuTPbC https://t.co/0jdtaKNrui 6 months ago

วันที่โพสต์บทความ

July 2018
M T W T F S S
« Dec    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

ป้ายกำกับ

Alabama Android Apple App Store Bin Laden killed blog Copenhagen Cydia Data center Denmark Earthquake free blog Google Google data center Greenpoison Internet service provider iOS IP IPad IP address iPhone IPv4 IPv6 jailbreak ios4.2.1 jailbreak iphone Japan earthquake Jay Freeman Noma overdrive Philadelphia Orchestra Protocols René Redzepi Samsung Seismology Smartphone Tornado walter breuning Wordpress World IPv6 Day world oldest man ความดัน ความดันโลหิตสูง ดนตรีคลาสสิค ดาวน์โหลดตราสัญลักษณ์ 84 พรรษา ตราสัญลักษณ์ 84 พรรษา ทอร์นาโด บิน ลาเดน พายุงวงช้าง พายุทอร์นาโด พายุหมุน ฟิลาเดลเฟีย ออเคสตร้า ภัตตาคารโนมา มะม่วงน้ำดอกไม้ มะเร็ง มะเร็งจากกล่องโฟม มะเร็งจากอาหาร วิทยาแผ่นดินไหว ศูนย์ข้อมูลกูเกิล สังหารบิน ลาดิน สุขภาพ หน่วยรบซีลส์ อาหารกล่องโฟม ฺBin Laden เกียร์ออโต้ เจลเบรค เจลเบรคไอโฟน เบาหวาน เหงื่อออกน้อย เหงื่อออกมาก แผ่นดินไหวญี่ปุ่น โนมา โลโก้ 84 พรรษา โอบามา ไอพีวี4 ไอพีวี6

สถิติผู้ชม

  • 124,350 hits
Advertisements