Twitterthai


พ่อเลี้ยงวรรณ พิมพนิช เจ้าของรวมเกษตรฟาร์ม บรรยายวิธีรักษามะเร็ง ดังนี้

พ่อเลี้ยงวรรณฯ อายุ 60 ปี เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายที่ กระดูกสันหลัง คุณหมอทั้งไทย และเยอรมัน ไม่รับรอง ว่า จะรักษาหาย จึงไปทำการรักษาที่ เกาหลีเหนือ เป็นเวลา 1 เดือน ก็หายจากโรค กลับมาเมืองไทย จึงตั้งเป็นมูลนิธิวรรณ รับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้ฟรี! ปัจจุบันมีผู้รับการรักษา 2000 กว่าคน ณ อ.แม่สอด ห่างจาก จว.ตาก 100 กม.
วิธีการรักษามะเร็ง แบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้

1. จิตใจ ต้องสู้

2. อาหาร งดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่

  • 2.1 ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง, ข้าวม้ง, ข้าวบาเล่ย์, ข้าวสาลี, และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า
  • 2.2 ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่ หอมหัวใหญ่, มันฝรั่ง, หรือมันเทศ, กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน), ฟักทอง, ข้าวโพดหวาน, ยอดแค, ถั่วพู (2 ชนิดนี้ห้ามขาด), บลอคโคลี่ หรือกะหล่ำ ดอก, ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช

3. อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อน

  • อย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1ครั้ง/วัน เตรียมน้ำร้อน โดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็ง แล้วอาบร้อนจัด และเย็นจัด เท่าที่ร่างกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่ อย่างแข็งขัน

4. การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาที/วัน ง่ายไหมครับ.

Referred : www.herbdd.com

IPv6 คืออะไร? เครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั่วโลกกำลังก้าวสู่ระบบ IPv6 แทน IPv4 ที่หมดไป




กลไกสำคัญในการทำงานของอินเทอร์เน็ต คือ อินเทอร์เน็ตโพรโตคอล (Internet) อินเทอร์เน็ตส่วนประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ตโพรโตคอล ได้แก่ หมายเลขอินเทอร์เน็ตแอดเดรส หรือ ไอพีแอดเดรส (IP address) ที่ใช้ในการอ้างอิงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆบนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปรียบเสมือนการใช้งานโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกัน จะต้องมีเลขหมายเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้อ้างอิงผู้รับสายได้ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีหมายเลข IP Address ที่ไม่ซ้ำกับใคร

หมายเลข IP address ที่เราใช้กันทุกวันนี้ คือ Internet Protocol version 4 (IPv4) ซึ่งเราใช้เป็นมาตรฐานในการส่งข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 ทั้งนี้การขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว นักวิจัยเริ่มพบว่าจำนวนหมายเลข IP address ของ IPv4 กำลังจะถูกใช้หมดไป ไม่เพียงพอกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคต และหากเกิดขึ้นก็หมายความว่าเราจะไม่สามารถเชื่อมต่อเครื่อข่ายเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นคณะทำงาน IETF (The Internet Engineering Task Force) ซึ่งตระหนักถึงปัญหาสำคัญดังกล่าว จึงได้พัฒนาอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นใหม่ขึ้น คือ รุ่นที่หก (Internet Protocol version 6; IPv6) เพื่อทดแทนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ IPv6 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของตัวโพรโตคอล ให้รองรับหมายเลขแอดเดรสจำนวนมาก และปรับปรุงคุณลักษณะอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับระบบแอพพลิเคชั่น (application) ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลแพ็กเก็ต (packet) ให้ดีขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวและความต้องการใช้งานเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ทำไมจึงต้องเริ่มใช้ IPv6 ?

“จริงๆ แล้ว IPv6 ถูกเริ่มใช้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในประเทศเกาหลี และญี่ปุ่น ได้มีการใช้ IPv6 ในเครือข่าย ISP หลายแห่ง ในประเทศไทยยังไม่มีการใช้ IPv6 ในเชิงพาณิชย์ มีแต่ในเครือข่ายทดสอบของหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ”

ประโยชน์หลักของ IPv6 และเป็นเหตุผลสำคัญของการเริ่มใช้ IPv6 ได้แก่ จำนวน IP address ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวน IP address เดิมภายใต้ IPv4 IPv4 address มี 32 บิต ในขณะที่ IPv6 address มี 128 บิต ความแตกต่างของจำนวน IP address มีมากถึง 296 เท่า ความสำคัญของการมี IP address ที่ไม่ซ้ำกันและสามารถเห็นกันได้ทั่วโลก จะช่วยผลักดันการพัฒนา แอพพลิเคชั่นแบบ peer-to-peer ที่ต้องการ IP address จริงเป็นจำนวนมาก เช่นการทำ file sharing, instant messaging, และ online gaming แอพพลิเคชั่นเหล่านี้มีข้อจำกัดภายใต้ IPv4 address เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนที่ได้รับจัดสรร IP address ผ่าน NAT (Network Address Translation) ไม่มี IP address จริง จึงไม่สามารถใช้แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ได้

สำหรับองค์กรหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ การมี IP address จริงอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตามหน่วยงานเหล่านี้ควรมีความเข้าใจถึงข้อจำกัดของการใช้ NAT นั่นก็คือ การใช้ IP address ปลอม อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในอนาคตหากต้องมีการรวมเครือข่ายสองเครือข่ายที่ใช้ IP address ปลอมทั้งคู่ อีกทั้ง การใช้ IP address ปลอม เป็นการปิดโอกาสที่จะใช้แอพพลิเคชั่นหรือบริการแบบ peer-to-peer เช่น IPsec ในอนาคต



เมื่อไหร่เราจะต้องเริ่มใช้ IPv6 ?

ความจริงแล้วส่วนประกอบหลักๆ ของโพรโตคอล IPv6 ได้ถูกกำหนดขึ้นเรียบร้อยและออกเป็น RFC (Request For Comments) อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 แล้ว ยังคงเหลือในส่วนความสามารถและคุณลักษณะปลีกย่อย เช่น การจัดสรรชุดหมายเลข IPv6 การทำ multi-homing หรือการทำ network management ที่ยังต้องรอการกำหนดมาตรฐาน แต่ในส่วนนี้ไม่น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในฮาร์ดแวร์ หรือ ซอฟท์แวร์มากนัก

จะว่าไปแล้ว IPv6 ถูกเริ่มใช้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในต่างประเทศ เช่น เกาหลี และญี่ปุ่น ได้มีการใช้ IPv6 ในเครือข่าย ISP หลายแห่ง ในประเทศไทยยังไม่มีการใช้ IPv6 ในเชิงพาณิชย์ มีแต่ในเครือข่ายทดสอบของหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ

หากจะถามว่าเมื่อไหร่จึงจะต้องเริ่มใช้ IPv6 คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับความจำเป็นในด้านต่างๆ ของผู้ใช้และผู้ให้บริการเอง ความจำเป็นประการแรก คือการขาดแคลนหมายเลข IP address สิ่งนี้น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับประเทศในเอเชียเช่น เกาหลี และญี่ปุ่น

ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงกว่าหมายเลข IPv4 address ที่ได้รับจัดสรรมาก สำหรับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ความจำเป็นด้านนี้ยังไม่สูงมากเนื่องจากยังมีหมายเลข IPv4 address เหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก ความจำเป็นประการที่สอง ได้แก่ ความต้องการ

บริการหรือแอพพลิเคชั่นชนิดใหม่ที่ต้องใช้หมายเลข IPv6 address ตัวอย่างเช่น การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (Third Generation Mobile Phone) หรือการใช้แอพพลิเคชั่นแบบ peer-to-peer อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ให้บริการ การรอจนกระทั่ง

ความจำเป็นดังกล่าวมาถึง โดยไม่ได้มีการวางแผนการปรับเปลี่ยนเครือข่ายล่วงหน้า อาจทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเสียโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจได้



เปรียบเทียบรูปแบบของ IPv6 และ IPv4 address

IPv6 จะถูกเริ่มใช้ที่ไหนก่อน ?

ประเทศในทวีปเอเชีย และยุโรป มีความตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนเครือข่ายมากกว่าประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ เนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลน IPv4 address บริษัทผู้นำทางด้านเทคโนโลยี IPv6 ล้วนตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ รัฐบาลประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี ต่างให้การสนับสนุนและผลักดันภาคเอกชน ให้หันมาให้บริการ IPv6 ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น อีกทั้งประเทศใหญ่ๆ อย่างเช่น จีน ก็คาดว่าจะเริ่มหันมาเอาจริงเอาจังในด้านนี้ ด้วยจำนวนประชากรและสถานะทางเศรษฐกิจที่บังคับ

นอกจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์แล้ว บริการทางเครือข่ายที่จำเป็นต้องใช้ IPv6 อย่างเช่นบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 ก็อาจเป็นจุดแรกของการเริ่มนำ IPv6 มาใช้ หรือการพัฒนาเครือข่ายภายในบ้านสำหรับติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับการนำ IPv6 มาใช้ การสำรวจพบว่าบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างให้ความสนใจที่จะผนวกหมายเลข IPv6 address เข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้าของตน

เราควรนำ IPv6 มาใช้อย่างไร ?

การนำ IPv6 มาใช้ ควรจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการปรับเปลี่ยนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลจะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายทั่วโลกที่เชื่อมต่อกันอยู่ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนไปสู่เครือข่าย IPv6 ล้วน อาจใช้ระยะเวลาเป็นปี เพราะเหตุนี้ ทาง IETF จึงเสนอทางออก

เพื่อช่วยในการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 ในระหว่างที่เครือข่ายบางแห่งเริ่มมีการปรับเปลี่ยนในช่วงแรก การใช้งาน IPv6 อาจอยู่ในวงแคบ ดังนั้นเราต้องการเทคนิคเพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายที่เป็น IPv6 เข้ากับเครือข่าย IPv4 หรือเครือข่าย IPv6 อื่น เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ

1. การทำ dual stack  เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด ทำงานโดยใช้ IP stack สองอันคือ IPv4 stack และ IPv6 stack ทำงานควบคู่กัน เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv4 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv4 stack เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv6 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv6 stack การทำ dual stack เป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแต่ไม่ใช่ long term solution เนื่องจากยังจำเป็นต้องใช้ IPv4 address ที่โฮสต์หรือเร้าท์เตอร์ที่ใช้ dual stack นั้น

2. การทำ tunneling  เป็นอีกวิธีที่ใช้กันแพร่หลายเพราะเหมาะสมกับการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 ผ่านเครือข่าย IPv4 การส่งข้อมูลทำได้โดยการ encapsulate IPv6 packet ภายใน IPv4 packet ที่ tunneling gateway ก่อนออกไปยังเครือข่าย IPv4 ที่ปลายทาง ก่อนเข้าไปสู่เครือข่าย IPv6 ก็จะต้องผ่าน tunneling gateway อีกตัวซึ่งทำหน้าที่ decapsulate IPv6 packet และส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง จะเห็นได้ว่าการทำ tunneling นี้จะใช้ไม่ได้สำหรับการสื่อสารโดยตรงระหว่างเครื่องในเครือข่าย IPv6 และเครื่องในเครือข่าย IPv4

3. การทำ translation  การทำ translation จะช่วยในการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4 เทคนิคการทำ translation มีสองแบบ แบบแรกคือการแปลที่ end host โดยเพิ่ม translator function เข้าไปใน protocol stack โดยอาจอยู่ที่ network layer, TCP layer, หรือ socket layer ก็ได้ แบบที่สองคือการแปลที่ network device โดยจะต้องใช้ gateway ทำหน้าที่เป็น IPv6-IPv4 และ IPv4-IPv6 translator อยู่ที่ทางออกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4

ทั้งนี้หลังจากการปรับเปลี่ยนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเครือข่ายต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เป็น IPv6 ทั้งหมด เราสามารถทำการสื่อสารโดยใช้โพรโตคอล IPv6 โดยตรง ซึ่งเราเรียกการสื่อสารลักษณะนี้ว่า native IPv6 network.


ในประเทศไทยมี ISP รายไหนให้บริการ IPv6 บ้าง?

ISP ในประเทศไทยที่ได้รับการจัดสรร IPv6 address มีดังนี้

หมายเหตุ :  IPv6 address ที่ได้รับจัดสรรจาก 6Bone จะอยู่ในช่วง Prefix 3ffe::/16 เป็น IPv6 address ชั่วคราวสำหรับใช้งานในเครือข่ายทดสอบ (IPv6 testbed) เท่านั้น และจะต้องถูกเรียกคืนภายใน 6 มิถุนายน 2549 ซึ่งเป็นกำหนดการปิดตัวของเครือข่าย 6Bone ส่วน IPv6 address ที่ได้รับจัดสรรจาก APNIC จะเป็นหมายเลขทีสามารถนำไปให้บริการได้จริง แม้ว่า ISP หลายรายจะเริ่มได้รับการจัดสรรหมายเลข IPv6 address แต่ในปัจจุบัน (มิถุนายน 2548) ยังไม่มีรายใด ที่เปิดให้บริการ IPv6 ในเชิงพาณิชย์กับลูกค้า มีเพียงแต่การทดลองเชื่อมต่อ และการเตรียมความพร้อมภายใน


ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ IPv6 ของISP ต่างๆ ในประเทศไทย จะหาได้จากที่ไหน?

เวบไซต์เหล่านี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าและบริการด้าน IPv6 ของ ISP แต่ละแห่ง ดังนี้

CAT :  http://web.ipv6.cattelecom.com

InternetThailand :  http://www.v6.inet.co.th

CS-Loxinfo :  http://www.ipv6.loxinfo.net.th

TRUE (AsiaInfonet) :  http://www.v6.trueinternet.co.th

NECTEC :  http://www.ipv6.nectec.or.th


บทสรุป
โดย ฉัตรชัย จันทร์อินทร์, เทพฤทธิ์ บัณฑิตวัฒนาวงศ์, ยุทธนา ชนวัฒน์

อินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นที่ 6 (IPv6) มีข้อดีที่เหนือกว่าอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นที่ 4 (IPv4) ดังนี้

  • มีจำนวนหมายเลขอ้างอิงบนเครือข่ายหรือไอพีแอดเดรสที่มากกว่า
  • มีรูปแบบเฮดเดอร์ของตัวโพรโตคอลที่เรียบง่ายและยืดหยุ่นกว่าทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน
  • สนับสนุนแนวคิดการค้นหาเส้นทางแบบลำดับชั้น ส่งผลให้ตารางการค้นหาเส้นทางในเครือข่ายแบ็กโบนมีขนาดเล็ก
  • สนับสนุนการสร้างคุณภาพของบริการ (Quality of Service, QoS)
  • สนับสนุนการติดตั้งปรับแต่งระบบแบบอัตโนมัติ (Serverless Autoconfiguration) การปรับเปลี่ยนแอดเดรส (Renumbering) การเชื่อมต่อหลายผู้ให้บริการ (Multihoming) และ Plug-and-Play
  • สนับสนุนกลไกการรักษาความปลอดภัยบนพื้นฐานของ IPSec (IP Security)
  • สนับสนุนการสื่อสารด้วยไอพีแบบเคลื่อนที่ (Mobile IP)
  • มีการปรับปรุงความสามารถในการติดต่อแบบมัลติคาสต์ (Multicast)


Referred :  IPv6.nectec.or.th  (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  ICT ลั่น 8 มิ.ย. 54 ทดสอบ IPv6 พร้อมกันทั่วโลก World IPv6 Day

ICT ประกาศปรับโหมดจาก IPv4 เตรียมนำประเทศไทยก้าวสู่การใช้งานระบบ IPv6 ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมทดสอบ IPv6 วันที่ 8 มิ.ย. 54 นี้

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงฯ ประกาศนำประเทศไทย สู่ไอพีวี6 (IPv6) มาใช้ หลังจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการสืบค้น และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ อีกทั้ง จำเป็นต้องระบุตำแหน่งในการเชื่อมต่อว่ามาจากที่ใด ด้วยการระบุหมายเลขอินเทอร์เน็ต หรือ อินเทอร์เน็ตโปรโตคอล หรือ ไอพี โดยหมายเลขอินเทอร์เน็ตที่ใช้กันในปัจจุบันนี้เป็นระบบอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล เวอร์ชั่น4 หรือ ไอพีวี4 ที่มีทั้งหมดประมาณ 4 พันล้านหมายเลข

“จากความสะดวกในการเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ได้ส่งผลให้หมายเลขไอพี ในระบบ ไอพีวี 4 มีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน และที่สำคัญ คือ หมายเลข ไอพีวี4 กำลังจะหมดลงในอนาคตอันใกล้นี้ จึงได้เสนอระบบใหม่ที่เรียกว่า ไอพีวี 6 โดยจะทำให้มีจำนวนไอพีแอดเดรส มากเพียงพอต่อความต้องการ โดย ไอพีวี 6 จะสามารถรองรับการเชื่อมต่อได้มากถึง 2 ยกกำลัง 128 หรือ มากกว่า ไอพีวี 4 ถึง 2 ยกกำลัง 96 เท่า ทำให้มีคำเปรียบเปรยว่า เม็ดทรายทุกเม็ดบนโลกสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้” ปลัดไอซีที กล่าว

ดังนั้น ประเทศต่างๆ ในโลกจึงได้พิจารณาเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนไปใช้ระบบ ไอพีวี 6 ซึ่งต้องพิจารณาความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งในส่วนของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ต้องรองรับ ไอพีวี 6 ด้านบุคลากรที่ต้องเรียนรู้การใช้ระบบใหม่ และเรื่องงบประมาณที่ต้องเตรียมการ เป็นต้น

สำหรับ ประเทศไทย ตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย ปี 2552 – 2556 ในส่วนของยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้กำหนดให้เริ่มพิจารณาวางแผนการสร้างโครงข่ายการสื่อสารยุคใหม่ หรือ เอ็นจีอ็น (Next Generation Network : NGN) รวมถึงองค์ประกอบสำหรับขยายขอบข่ายของบริการอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันไปสู่บริการอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ หรือ ไอพีวี 6 ให้เป็นผลสำเร็จ ตลอดจนวางแผนการใช้งาน ไอพีวี6 ในโครงการ บรอดแบนด์แห่งชาติไว้ด้วย ซึ่งทั้งภาครัฐและภาคเอกชนก็ได้มีการเตรียมการเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่ ไอพีวี 6 มาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชน และองค์กรหลายๆ แห่งก็ได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว

นางจีราวรรณ กล่าวต่อว่า กระทรวงฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานส่งเสริมนโยบาย ไอพีวี6 ที่มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนมาร่วมพิจารณาการดำเนินการใช้ ไอพีวี6 ของประเทศไทย โดยกำหนดแนวทางดำเนินการเตรียมความพร้อมเครือข่ายสำหรับภาครัฐ เป็นการนำร่อง และเพื่อแสดงความชัดเจนของประเทศไทยในเรื่องนี้ กระทรวงฯ จึงขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยเริ่มการเปลี่ยนผ่านไปสู่  ไอพีวี6 แล้ว โดยเริ่มจากงานด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์  หรือ อีกัฟเวิร์นเมนท์ ของกระทรวง ซึ่งมีสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงฯ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ก็จะเริ่มดำเนินการในเรื่องนี้เช่นกัน


World IPv6  Day : June 8, 2011
 

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 มิ.ย. 54 นี้ เป็นวันที่ทั่วโลก กำหนดให้เป็นวันที่จะทดสอบการใช้ ไอพีวี6 พร้อมกันทั่วโลก หรือเรียกว่า World IPv6 Day โดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ของประเทศต่างๆ จะร่วมทำการทดสอบพร้อมๆ กันทั่วโลก ซึ่งกระทรวงไอซีทีจะนำหน่วยงานในสังกัด คือ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ฯ เข้าร่วมการทดสอบด้วย

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ร่วมกับสมาคม ไอพีวี6 ประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. จัดการประชุมสัมมนา เรื่อง ก้าวสู่จุดเปลี่ยน ไอพีวี6 ประเทศไทย โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ และกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวรวม อีกทั้ง เตรียมความพร้อมในการปรับปรุงและพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในประเทศไทยไปสู่การใช้งานเทคโนโลยี ไอพีวี 6 และนำเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนร่วมทดสอบ ไอพีวี6 อย่างเป็นทางการให้แก่ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง ของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้วย


สืบเนื่องจากชุดตัวเลขระบบ IPv4 ที่ใช้ในปัจจุบัน หมดลงอย่างเป็นทางการ และเร็วกว่าที่ประเมินกันไว้

Blognone เสนอข่าวของ IPv6 มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหา IPv4 ใกล้หมด (ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันสำคัญให้คนย้ายไปใช้ IPv6)

การประเมินก่อนหน้านี้คือ IPv4 จะหมดในปี 2013 (ประเมินปี 2008) และลดลงมาเหลือ 2012 (ประเมินเมื่อต้นปีนี้) ล่าสุดทางซีอีโอของ American Registry for Internet Numbers ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการหมายเลขไอพีของภูมิภาคอเมริกาเหนือ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าปริมาณ IPv4 เหลือใช้ได้อีกไม่ถึง 1 ปีดี (ถ้านับจากวันนี้ก็คือหมดประมาณกลางปี 2011) ถ้าคิดเป็นสัดส่วนคือเหลือแค่ 6% เท่านั้นอัตราการใช้งานหมายเลขไอพีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะช่วงอินเทอร์เน็ตบูมเมื่อสัก 3-4 ปีที่ผ่านมา รวมถึงความนิยมในอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ ที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างสมาร์ทโฟน เป็นต้น และทางแก้ที่เตรียมการกันไว้คือการใช้ IPv6 ก็ยังไม่ถูกดำเนินการกันมากนัก.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  IPv6 คืออะไร? ทำไมจึงต้องเริ่มใช้ IPv6 ?

โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง

เพราะวิถีการดำเนินชีวิตขาดความสมดุล สิ่งแวดล้อมไม่ปลอดภัย มีปัจจัยเสี่ยงสารพัดที่กระทบต่อสุขภาพ เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารจานด่วนประเภททอด ปิ้ง ย่าง หนักไปทางเนื้อกับไขมัน อาหารรสจัดๆ โดยเฉพาะหวานมากและเค็มจัด ไม่รับประทาน ผักผลไม้ มีความสะดวกสบายเกินไปจะใช้อะไรก็แค่ปลายนิ้วสัมผัส ร่างกายแทบไม่ต้องขยับ ที่สำคัญมีความเครียดสูง แถมดื่มเหล้าสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นแม้ว่าจะมีการรณรงค์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุนี้ ทำให้คนเรามีปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนมากขึ้น และส่งผลให้กลายเป็น “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” หรือที่เรียกว่า “โรควิถีชีวิต” แพร่ระบาดไปทั่ว และทั้งที่โรคเหล่านี้สามารถป้องกันได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับเข้าขั้นวิกฤต

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ในปี 2548 ในจำนวนการตายของประชากรโลกทั้งหมดประมาณ 58 ล้านคน มีถึงร้อยละ 60 ที่ตายจากโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 5 โรค คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น



โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)

2 ปีที่ผ่านมา มีคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวาน 3.5 ล้านคน แต่มีถึง 1.1 ล้านคนที่ไม่รู้ว่าตนเองป่วย ที่น่าห่วงยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผู้ป่วยเหล่านี้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองสูงกว่าคนปกติถึง 2-4 เท่า และมากกว่าครึ่งมีความผิดปกติของระบบประสาท และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เกิดภาวะแทรกซ้อนทางตา เท้า  และไต ในรายที่เป็นไม่มากผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ในรายที่เป็นมาก (ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 มก./ดล.) จะมีอาการให้สังเกตได้คือ ปัสสาวะบ่อยและมาก หิวและกระหายน้ำบ่อย อ่อนเพลียไม่มีแรง บางคนปัสสาวะแล้วมีมดขึ้น อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าถึงขั้นน่าเป็นห่วง ต่อมาก็เป็น โรคความดันโลหิตสูง ในช่วงปีเดียวกันนั้นมีคนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นโรคนี้สูงมากถึง 10.8 ล้านคน โดย 5.4 ล้านคนที่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นอยู่



โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)

ความร้ายแรงแบบโดมิโนของโรคความดันโลหิตสูง อยู่ตรงที่คนที่เป็นโรคนี้มักมีคอเรสเตอรอลสูงกว่าคนปกติ 6-7 เท่า เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 และร้อยละ 25 ตามลำดับ และมีโอกาสเสียชีวิตจากหัวใจวายถึงร้อยละ 60-75 หลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตันร้อยละ 20-30 ไตวายร้อยละ 5-10 และมีโอกาสเป็นอัมพาตมากกว่าคนปกติถึง 5 เท่า และโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าคนปกติ 2-4 เท่า

คนเป็นโรคความดันโลหิตสูงระยะแรกจะไม่แสดงอาการ แต่ก็เป็น “เพชรฆาตเงียบ” ที่สร้างความเสียหายอย่างมากมายต่อหลอดเลือดและอวัยวะอื่นๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบรักษาจะเกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง ตา หัวใจ และไต ทำให้หลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตก จนเกิดเป็นอัมพาต และอาจทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวายตามมา รวมทั้งเกิดโรคไตวายเรื้อรัง


โรคหัวใจ (Heart disease)

สำหรับ โรคหัวใจ 2 ปีที่ผ่านมา มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้เฉลี่ย 50 คนต่อวัน หรือชั่วโมงละ 2 คน และเจ็บป่วยนับเฉพาะที่เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในมีมากเฉลี่ยถึง 1,185 รายต่อวัน  โรคหัวใจที่พบได้มากมีทั้ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โรคหัวใจล้มเหลว โรคหัวใจวาย และอื่นๆ และนับวันก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลการสำรวจพฤติกรรมคนไทยล่าสุดพบว่า คนไทยมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงถึงร้อยละ 86 เพราะความนิยมบริโภคอาหารไขมันสูง ทำให้มีไขมันสะสมในเส้นเลือดแดง ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดตีบตามมา จนมีคนไทยจำนวนมากที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร


โรคหลอดเลือดสมอง  (Cerebrovascular disease)

โรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นอีกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีแนวโน้มการเกิดผู้ป่วยที่สูงขึ้นมาก

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ โรคหลอดเลือดสมองแตก และโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน เฉพาะปี 2550 มีคนไทยอายุ 15-74 ปี ที่ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนคน คาดว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 150,000 ราย ทุกวันนี้มีคนไทยที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคนี้อย่างไม่รู้ตัวอยู่ประมาณ 10 ล้านคน ยิ่งเป็นผู้ที่มีความดันโลหิตสูงยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 3-17 เท่าตัว เป็นโรคเบาหวานเสี่ยงเพิ่ม 2 เท่า ภาวะไขมันคอเลสเตอรอลสูงเสี่ยงเพิ่ม 1.5 เท่า และหากมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าหนึ่งปัจจัย โอกาสเกิดโรคนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีก โดยเฉพาะ โรคหัวใจขาดเลือด โรคสมองเสื่อม โรคหลอดลมอุดตันเรื้อรัง และมะเร็ง

โรคนี้ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อายุ เชื้อชาติ ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ภาวะไขมันในเลือดสูง ความอ้วน การสูบบุหรี่-ดื่มสุรา คนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่อายุ 45 ปีขึ้นไป หากมีอาการแขนขาชาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือฟังไม่เข้าใจ เดินเซ เวียนศีรษะเฉียบพลัน ตามองเห็นภาพซ้อน หรือมองมืดมัวข้างใดข้างหนึ่ง ต้องรีบไปพบแพทย์ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะนี่คือสัญญาณเตือนของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

ด้านการรักษาปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลดี การป้องกันไม่ให้เกิดโรคจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยลดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือด ความเครียด งดสูบบุหรี่ และเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์


รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ ช่วยลดอัตราเสี่ยงโรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง (Cancer)

โรคมะเร็ง สาเหตุการตายอันดับ 1 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2551 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ราว 120,000 ราย และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 ในช่วง 10 ปี มะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรกคือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และน่าสังเกตว่า ผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มพบมากในสตรีอายุ 35 ปีขึ้นไป และพบสูงสุดในกลุ่มอายุ 45 ปี เกือบร้อยละ 50 อยู่ในระยะที่มีการกระจายในต่อมน้ำเหลืองแล้ว

มะเร็งระยะแรกๆ มักไม่ปรากฏอาการ จนเมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการเฉพาะ ซึ่งขึ้นกับชนิดของโรคมะเร็งที่เป็น แต่โดยรวมแล้วอาการที่พบทั่วไปในมะเร็งทุกชนิด ได้แก่ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อาจมีไข้เรื้อรัง ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน ซีด หน้ามืดเป็นลม ใจหวิว เป็นต้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากการได้รับสารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อาหารไขมันสูง อาหารเค็มจัด-หวานจัด อาหารปิ้งย่างเผาเกรียม สารเคมีในผัก-ผลไม้และสารที่ใช้ในการถนอมอาหาร อาหารที่มีสารเจือปนผสมสีสังเคราะห์ สารอะฟาทอกซิน การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ การสัมผัสแสงแดดจัดเป็นประจำ การได้รับเชื้อไวรัส การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ และอื่นๆ มีเพียงส่วนน้อยที่มาจากความผิดปกติในร่างกายหรือพันธุกรรม หันมาดูตัวเองแล้ว หากใครจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ก็ควรหมั่นไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง เพราะการตรวจพบระยะแรก โอกาสรักษาให้หายขาดจะมีมากขึ้น

การรู้เท่าทันโรคภัยพร้อมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตสู่พฤติกรรมใหม่ที่เป็นผลดีต่อสุขภาพ จะเป็นวิถีทางสู่การ “ลดทุกข์ สุขเพิ่ม” เพื่อการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว.

ดาวน์โหลดตราสัญลักษณ์ 84 พรรษา ขนาดใหญ่ (3,615 x 6,300 px) สำหรับทำป้ายไวนิล 8.53 MB

ดาวน์โหลดตราสัญลักษณ์ความละเอียดสูง (1253 x 1772 px) ที่นี่

เมื่อ 4 พ.ค. 54 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 แถลงข่าวตราสัญลักษณ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแบบตราสัญลักษณ์  ซึ่งถือเป็นการประกาศตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติฯอย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา ในวันที่  5 ธันวาคม 2554 รัฐบาลเตรียมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติอย่างสมพระเกียรติและถูกต้องตามราชประเพณี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อพระราชพิธีว่า “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554” และชื่อการจัดงานว่า “งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

โดยกำหนดขอบเขตการจัดงานตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. -31 ธ.ค. นี้รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆดำเนินการจัดงานทั้งด้านราชพิธี รัฐพิธี ศาสนพิธีและกิจกรรมเฉลิมฉลอง รวมทั้งเชิญชวนหน่วยงานต่างๆร่วมจัดกิจกรรมหรือโครงการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งขณะนี้มีผู้เสนอโครงการและกิจกรรมเข้ามาจำนวนมาก  ทั้งนี้ รัฐบาลมอบหมายให้ วธ. จัดการประกวดตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติและนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์แล้ว

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วธ. กล่าวว่า  การประกวดตราสัญลักษณ์ กำหนดให้แสดงถึงความหมายและระบุข้อความ “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔” แสดงให้เห็นถึงพระเกียรติคุณและพระบุญญาธิการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงให้ประจักษ์ในศิลปวัฒนธรรมไทย ตลอดจนเอกลักษณ์ของชาติอย่างถูกต้อง แสดงให้ประจักษ์ในความภาคภูมิใจที่ชาวไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระปรีชาชาญยิ่ง และแสดงให้เห็นเกียรติคุณของชาติไทยที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณกาล มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวด 63 คน จำนวนภาพ 112 แบบ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ภาพตราสัญลักษณ์ ผลงานของนายศิริ หนูแดง ใช้เป็นตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติฯ โดยได้รับรางวัล 4 แสนบาทและใบประกาศเกียรติคุณ

นายกฯ อภิสิทธิ์ มอบรางวัลผู้ชนะเลิศการประกวดตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบรางวัลแก่ นายศิริ หนูแดง ผู้ชนะเลิศการประกวด ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯเชิญชวนหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ-เอกชน คนไทยประดับธงตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติ “ในหลวง”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 แถลงข่าวตราสัญลักษณ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแบบตราสัญลักษณ์ ซึ่งถือเป็นการประกาศตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงขอเชิญชวนหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนทั่วไป พร้อมกันประดับธงชาติไทย ธงตราสัญลักษณ์ และประดับตราสัญลักษณ์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554

สำหรับผืนผ้าของธงตราสัญลักษณ์นั้น ต้องเป็นสีเหลืองนวล ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ส่วนผู้ที่จะทำโครงการและกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติ และมีความประสงค์จะนำตราสัญลักษณ์ไปใช้ประดับ ให้แจ้งความประสงค์ไปที่คณะกรรมการฝ่ายพิจารณาการใช้ตราสัญลักษณ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ความหมายของตราสัญลักษณ์

อักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. สีเหลืองทอง  อันเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ อยู่กลางตราสัญลักษณ์ ขลิบรอบตัวอักษรด้วยสีทอง บนพื้นวงกลมสีน้ำเงิน ล้อมรอบด้วยกรอบโค้งเรียบสีเหลืองทอง หมายความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ

ด้านบนอักษรพระปรมาภิไธยเป็นเลข ๙ หมายถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๙  แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  เลข ๙ นั้น อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ อันเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ และเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราช

ถัดลงมาด้านข้างซ้ายขวาของอักษรพระปรมาภิไธยมีลายพุ่มข้าวบิณฑ์สีทอง ซึ่งมีสัปตปฎลเศวตฉัตรประดิษฐานอยู่เบื้องบน ด้านนอกสุดเป็นกรอบโค้งมีลวดลายสีทองบนพื้นสีเขียว หมายถึงสีอันเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ อีกทั้งยังหมายถึงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์และความสงบร่มเย็น

ด้านล่างอักษรพระปรมาภิไธยเป็นรูปกระต่ายสีขาว กระต่ายนั้นทรงเครื่องอยู่ในลักษณะกำลังก้าวย่าง อันหมายถึง ปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ตรงกับปีเถาะ ซึ่งมีกระต่ายเป็นเครื่องหมายแห่งปีนักษัตร โดยรูปกระต่ายอยู่บนพื้นสีน้ำเงินมีลายกระหนกสีทอง อันหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร เบื้องล่างตราสัญลักษณ์เป็นแพรแถบสีชมพูขลิบทอง เขียนอักษรสีทอง ความว่า พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

  • Referred :  มติชนออนไลน์,  th.discuscommunity  |  image by arty1.net

หน่วยสืบราชการลับสหรัฐ หรือ FBI ใช้เวลาหลายปีในการแกะรอย “คนส่งสาร” ของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ก่อนจะนำมาซึ่งปฏิบัติการสังหาร อุซามะห์ บิน ลาดิน ได้ในที่สุด


Barack Obama  vs  Osama bin Laden

ประธานาธิบดีโอบามา ดูภาพสดๆ วินาทีสังหาร “บิน ลาดิน” จากกล้องที่ติดบนหมวกหน่วย “ซีลส์” ขณะลั่นกระสุนใส่ตาซ้ายในนัดแรก และตามด้วยนัดที่สองเข้าหน้าอก… โดยสัญญาณภาพ-เสียงถ่ายทอดสดจากกล้องบนหมวกผ่านดาวเทียมมายังห้อง War Room ในทำเนียบขาว


หน่วยสืบราชการลับสหรัฐ หรือ FBI ใช้เวลาหลายปีในการแกะรอย “คนส่งสาร” ของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ก่อนจะนำมาซึ่งปฏิบัติการสังหาร อุซามะห์ บิน ลาดิน ได้ในที่สุด แม้การโจมตีบ้านพักของ บิน ลาดิน จะใช้เวลาไม่ถึง 40 นาที แต่ก็เป็นผลจากการวางแผนอย่างรัดกุมที่สุด โดยหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของ บิน ลาดิน มานานหลายเดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ซุ่มวางแผนล่าตัวผู้นำกลุ่มก่อการร้ายคนสำคัญ ซึ่งหลบซ่อนอยู่ในปากีสถาน

จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการครั้งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เมื่อหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ สามารถระบุตัวคนส่งสารของ บิน ลาดิน ได้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ จากการสอบสวนผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายหลายคน ได้ความว่า “ชายคนดังกล่าวเป็นหนึ่งในคนส่งสารของอัลกออิดะห์ ที่บิน ลาดิน ไว้วางใจ” เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อกล่าว


คฤหาสน์ใหญ่โตที่ซ่อนตัวของ บินลาดิน ย่านอับบอตตาบัด ชานกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน ภาพนี้ถ่ายภายหลังจากเขาถูกหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “ซีลส์” ของสหรัฐฯ สังหารเสียชีวิตในวันอาทิตย์
(1 พ.ค.)


“พวกเขาบอกว่า ชายคนนี้อาจพักอยู่กับ บิน ลาดิน และทำหน้าที่ปกป้องเขา แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่สามารถระบุชื่อจริง หรือสถานที่อยู่ของบุคคลคนนี้ได้” แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว หน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ ก็สามารถระบุพื้นที่ปฏิบัติงานของคนส่งสารรายนี้ รวมถึงพี่ชายของเขา

“แต่เราก็ยังไม่ทราบว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหนแน่ เพราะการรักษาความปลอดภัยของพวกเขารัดกุมอย่างยิ่ง และเนื่องจากพวกเขาระวังตัวกันมาก จึงทำให้เรามั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว”

“จากนั้น ในเดือนสิงหาคมปี 2010 เราก็พบที่อยู่ของเขา”

อาคารต้องสงสัยย่านชานเมืองอับบอตตาบัด ห่างจากกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถานไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 50 กิโลเมตร กลายเป็นจุดสนใจของนักวิเคราะห์ข่าวกรองทันที

“เราตกตะลึงไปตามๆ กัน เมื่อเห็นบ้านที่สองพี่น้องพักอยู่” อาคารดังกล่าวมีประตู 2 ชั้น และใหญ่โตเป็นพิเศษ จนทำให้บ้านเรือนโดยรอบดูเล็กไปถนัดตา ทว่ากลับไม่มีทั้งโทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ต

“มาตรการรักษาความปลอดภัยของอาคารหลังนั้น เข้มงวดผิดธรรมดา รอบบ้านมีกำแพงสูง 12-18 ฟุต พร้อมด้วยลวดหนาม ส่วนภายในก็มีกำแพงที่กั้นอาณาบริเวณของบ้านเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว” นักวิเคราะห์ข่าวกรองลงความเห็นว่า บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่หลบซ่อนของใครบางคนที่มีความสำคัญมากอย่างแน่นอน ต่อมาไม่นาน กรุงวอชิงตัน ก็ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า บ้านหลังดังกล่าวไม่ได้มีเพียงคนส่งสารกับพี่ชายของเขาเท่านั้น แต่ยังมีอีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีรูปพรรณสัณฐานตรงกับสมาชิกในครอบครัว บิน ลาดิน รวมถึงภรรยาที่สาวที่สุดของเขาด้วย เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เริ่มมั่นใจว่า พวกเขาพบที่ซ่อนของ บิน ลาดิน แล้วอย่างแน่นอน จากนั้นประธานาธิบดี บารัค โอบามา จึงหารือกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเพื่อพิจารณาแนวทางในการโจมตี

“เราไม่ได้บอกเรื่องที่อยู่ของ บิน ลาดิน ให้ชาติอื่นๆ ทราบ แม้แต่ปากีสถานก็ตาม ซึ่งเหตุผลเดียว ก็คือ มันเกี่ยวพันกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ของเรา” เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งเผย

และเมื่อเวลา 08.20 น. ของวันศุกร์ (29 เม.ย. 54) ที่ผ่านมา โอบามา ก็อนุมัติให้ส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปโจมตีแหล่งกบดานของ บิน ลาดิน ก่อนที่ตัวเขาเองจะเดินทางไปรัฐอาลาบามา เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ส่งทีมสังหารลงไปยังอาคารดังกล่าวเมื่อวานนี้ (1 พ.ค. 54) จนสามารถปลิดชีพ อุซามะห์ บิน ลาดิน และบุตรชายของเขา รวมถึงคนส่งสารกับพี่ชาย นอกจากนี้ ยังมีสตรีอีกคนหนึ่งที่ถูกสังหาร เนื่องจากถูกสมุนของ บิน ลาดิน ใช้เป็นโล่กันกระสุน มีการคาดกันว่า ทีมสังหารของสหรัฐฯ น่าจะมาจากหน่วยรบพิเศษ ทว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของปฏิบัติการดังกล่าว


ชาวอเมริกันต่างโห่ร้องด้วยความดีใจหลังทราบข่าวการตายของ บิน ลาดิน

เผยเบื้องหลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “ซีลส์” ของกองทับเรือสหรัฐ บุกยิงหัว “บิน ลาดิน” ถึงที่พักในย่านอับบอตตาบัด ในปากีสถาน

อุซามะห์ บินลาดิน ผู้นำหมายเลขหนึ่งของเครือข่ายก่อการร้ายข้ามชาติ “อัลกออิดะห์” ถูกสังหารแล้ว จากการบุกจู่โจมโดยหน่วย “ซีลส์” อันเป็นหน่วยทหารปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ ณ คฤหาสน์ใหญ่โตชานเมืองหลวงปากีสถานเมื่อวันอาทิตย์ (1 พ.ค. 54) ทั้งนี้จากคำแถลงยืนยันอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ในค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์วันเดียวกัน นับเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ของกองทัพอเมริกันในสมรภูมิกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายอันยืดเยื้อตั้งแต่เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 เป็นต้นมา

ประธานาธิบดีโอบามา แถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อค่ำวันอาทิตย์ (1 พ.ค. 54) ตามเวลาท้องถิ่น (เช้าวานนี้ตามเวลาเมืองไทย) โดยมีการแพร่ภาพสัญญาณสดไปทั่วประเทศ ระบุว่า “ค่ำคืนนี้ ผมสามารถแจ้งอเมริกันชน และชาวโลกให้รับทราบโดยทั่วกันว่า สหรัฐอเมริกาได้ปฏิบัติการสังหารอุซามะห์ บินลาดิน แกนนำอัลกออิดะห์ และผู้ก่อการร้ายซึ่งอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมชาย, หญิง และเด็กผู้บริสุทธิ์หลายพันคนได้แล้ว” คำแถลงครั้งประวัติศาสตร์ของโอบามา ยังระบุด้วยว่า ตัวเขาเป็นผู้อนุมัติปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้กองกำลังติดอาวุธของสหรัฐฯ บุกโจมตีใส่พื้นที่กบดานของบินลาดินในเขตอับบอตาบัด ปากีสถาน ในวันอาทิตย์ (1 พ.ค. 54)

“เจ้าหน้าที่อเมริกันทีมเล็กๆ ทีมหนึ่งบรรลุภารกิจนี้ด้วยความกล้าหาญ และมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง โดยที่ไม่มีชาวอเมริกันคนใดได้รับบาดเจ็บ และพวกเขาก็ปฏิบัติการโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้พลเรือนได้รับอันตราย และภายหลังการยิงต่อสู้ พวกเขาก็ปลิดชีพ อุซามะห์ บินลาดิน และนำศพของเขากลับออกมาด้วย” ผู้นำทำเนียบขาว ให้รายละเอียด “ความยุติธรรมเกิดขึ้นแล้ว”

โทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 3 แหล่ง ยืนยันเช่นกันว่า บินลาดินเสียชีวิตในปฏิบัติการโจมตีแมนชันแห่งหนึ่ง นอกกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ส่วนเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองของปากีสถานก็ยืนยันด้วยว่า แกนนำอัลกออิดะห์ได้เสียชีวิตลงแล้วโดยปฏิบัติการของหน่วยสืบราชการลับพิเศษ ทว่าก็ยังไม่ยืนยันว่า บินลาดินถูกสังหารที่ใด, อย่างไร และเมื่อใด นอกจากนี้สำนักข่าวรอยเตอร์และโทรทัศน์บีบีซี ยังรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่หลายคนระบุด้วยว่า ปฏิบัติการจู่โจมสถานที่พำนักของบินลาดินในอับบอตาบัด คราวนี้ ได้ปลิดชีพบุตรชายคนหนึ่งของบินลาดิน รวมทั้งชายและหญิงอีกรวม 2 คนด้วย

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้หนี่งได้บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า หน่วย “ซีลส์” (SEALs) อันเป็นทหารปฏิบัติการพิเศษที่นำโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ คือหน่วยที่เข้าดำเนินการจู่โจมคราวนี้ เจ้าหน้าที่ผู้นี้เล่าว่า ทหารจากหน่วยซีลส์ทีมนี้ได้ถูกซีไอเอยืมตัวมาเพื่อการปฏิบัติการในช่วงคืนวันอาทิตย์ต่อกับก่อนรุ่งสางวันจันทร์ โดยที่พวกเขาอาศัย เฮลิคอปเตอร์บุกจู่โจมเข้าคฤหาสน์ที่บิน ลาดิน ซ่อนตัวอยู่ ก่อนหน้านี้ มีสำนักข่าวหลายแห่งบอกว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ซึ่งกินเวลาน้อยกว่า 40 นาที ควบคุมและกำกับโดยผู้อำนวยการซีไอเอ ลีโอน พาเนตตา และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองคนอื่นๆ ภายในห้องประชุม ณ ตึกสำนักงานใหญ่ของซีไอเอ ในมลรัฐเวอร์จีเนีย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้นี้ก็ยืนยันกับเอเอฟพีว่า “ความรับผิดชอบในการจู่โจมเป็นของ ลีโอน พาเนตตา ส่วนการปฏิบัติการจู่โจมนั้นดำเนินการโดยหน่วยซีลส์แห่งกองทัพเรือ” โทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นได้ระบุการปฏิบัติการครั้งนี้ว่า เป็น “ภารกิจสังหาร” ทว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯหลายรายบอกกับเอเอฟพีว่า บิน ลาดิน “ทำการต่อต้านดังที่พวกเราคาดหมายเอาไว้” ดังนั้นจึงถูกฆ่าตายพวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯหลายคนระบุด้วยว่าศพของบิน ลาดิน ได้รับการฝังในทะเล เนื่องจากสหรัฐฯต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานที่ฝังศพของเขากลายเป็น “ที่สักการะบูชา” อีกทั้งไม่มีเวลาสำหรับการเจรจากับประเทศอื่นๆ เพื่อหาสถานที่ฝังศพ นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯผู้หนึ่งกล่าวด้วยว่า ศพของบิน ลาดิน ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติและประเพณีอิสลามโดยที่สหรัฐฯถือว่าการปฏิบัติตามหลักอิสลามนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา โฆษกของ อัล อัซฮัร สถานศึกษาทางศาสนาอิสลามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของนิกายสุหนี่ ได้ออกมาแถลงว่า อิสลามนั้นคัดค้านการฝังศพลงในทะเล

“ถ้าเป็นความจริงที่ศพนี้ถูกโยนลงไปในทะเลแล้ว อิสลามก็คัดค้านอย่างสิ้นเชิงต่อวิธีการเช่นนี้” มาหมูด อาซับ ที่ปรึกษาคนหนึ่งของ เชก อาเหม็ด อัล ทาเยบ หัวหน้าอิหม่ามแห่งอัล อัซฮัร ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ระบุ พร้อมกับอธิบายว่า อิสลามกำหนดให้ต้องฝังศพ ยกเว้นในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น พวกที่จมน้ำตาย


บรรยากาศในเช้าวันนี้ชาวญี่ปุ่นต่างให้ความสนใจกับข่าวสังหาร บิน ลาดิน ขณะเดินทางไปทำงาน

ในอีกด้านหนึ่ง ภายหลังข่าวความสำเร็จของปฏิบัติการคราวนี้แพร่ออกไป ภาพข่าวโทรทัศน์อเมริกันก็ถ่ายทอดให้เห็นบรรยากาศบริเวณกราวด์ ซีโร ในมหานครนิวยอร์กอันเคยเป็นจุดที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ที่ถูกก่อวินาศกรรมจนพังถล่มลงมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 โดยปรากฏว่า ชาวอเมริกันนับพันนับหมื่นคนได้แห่แหนมาชุมนุมกันที่นี่เพื่อเฉลิมฉลองต่อชัยชนะเชิงสัญลักษณ์นี้ พร้อมกับโบกธงชาติ และร้องตะโกนกึกก้องว่า “ยูเอสเอ ยูเอสเอ….” นอกจากนี้ บรรยากาศภายในสนามกีฬาในร่มหลายแห่งที่กำลังมีเกมการแข่งขัน ก็มีคนอเมริกันพร้อมใจกันเฉลิมฉลองในลักษณะเดียวกันนี้อย่างเนืองแน่น นอกเหนือจากโอบามาแล้ว อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเมื่อตอนที่เกิดเหตุการณ์วินาศกรรมครั้งนั้น และเป็นผู้นำพาสหรัฐฯ กระโดดเข้าสมรภูมิกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายนี้ ก็ได้ออกมาสรรเสริญว่า “การตายของบิน ลาดินถือเป็นชัยชนะของคนอเมริกันทั้งประเทศ” พร้อมกันนี้บุชก็ยังแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีโอบามา, หน่วยขาวกรองของสหรัฐฯ และทหารอเมริกันด้วย “ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จนี้ถือเป็นชัยชนะของอเมริกา ของผู้คนที่แสวงหาสันติภาพไปทั่วโลก และของทุกคนที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001” บุช กล่าว

อย่างไรก็ตาม “การต่อสู้กับพวกก่อการร้ายยังคงดำเนินต่อไป ทว่าค่ำคืนนี้อเมริกาได้ส่งสาล์นซึ่งไม่ผิดพลาด นั่นก็คือ ไม่ว่าจะใช้เวลายาวนานเพียงใด ความยุติธรรมจะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของบินลาดินได้เพิ่มข้อสงสัยเกี่ยวกับทิศทางอนาคตของกลุ่มอัลกออิดะห์ รวมถึงนโยบายด้านความมั่นคงและต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ช่วงตลอด 10 ปีหลังมานี้เน้นหนักไปที่การต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลกเป็นสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ และพันธมิตรอาจต้องหวั่นวิตกว่าจะถูกแก้แค้นจากพวกสมุนของบินลาดิน รวมทั้งกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย ความหวาดเกรงว่ากลุ่มก่อการร้ายจะลงมือล้างแค้น ก็ทำให้รัฐบาลหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, อังกฤษ และญี่ปุ่น ประกาศยกระดับด้านความปลอดภัยและเฝ้าระวังทั่วประเทศ รวมถึงสถานทูตของตนทั่วโลก ตลอดจนประกาศเตือนให้พลเมืองของตนในต่างแดนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษอีกด้วย.

Referred :  ภาพ-ข่าว : ผู้จัดการออนไลน์  | Photo : Boston.com | คลิปวิดีโอ : ช่อง 3

ทำไมคุณถึงควร Jailbreak iPhone ?  มาฟังเหตุผลจากปากของ @saurik (ผู้สร้าง Cydia)
 


Jay Freeman (@saurik)

ท่านเคยสงสัยมั๊ยว่า ทำไมใครๆ ที่ได้ไอโฟนมาแล้วต้องเจลเบรค? มือใหม่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า การเจลเบรคคืออะไร? ทำไมต้องทำ? ทำไปแล้วจะได้อะไร? มีหลายข้อสงสัยเกิดขึ้นกับผู้ที่เริ่มใช้ไอโฟนกัน

บ้างก็บอกว่า “การเจลเบรคดีนะ ทำโน่นทำนี้ได้เยอะแยะมากมายอย่างที่เราต้องการตามสบายเลย” และบ้างก็ว่า “อย่าทำเลย ทำแล้วเครื่องช้า ทำแล้วดูเหมือน เถื่อน หรือว่าดูไม่ถูกลิขสิทธิ์ไม่ยอมใช้ของแท้” ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างที่ว่าแหละครับ มันขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนว่าอยากจะทำหรือไม่ทำดี ผมก็เคยเขียนบทความเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องการเจลเบรค หากหลายคนได้อ่านก็คงทราบดีว่า ทำไมต้องทำและไม่ทำได้ไหม

จำไว้นะครับ ไอโฟน ไม่จำเป็นต้องเจลเบรค แต่การเจลเบรคนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด ตราบใดที่เรายังใช้งานแอปพลิเคชั่นที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่

วันนี้มีวีดีโอสัมภาษณ์ Jay Freeman หรือที่รู้จักกันในนาม Saurik (ทวิตเตอร์ @saurik ) ผู้สร้าง Cydia ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับหัวข้อที่ว่า

“ทำไมคุณควรเจลเบรคไอโฟน”

Why you should jailbreak your iPhone  by Jay Freeman

สรุป การเจลเบรคนั้นเป็นการเปิดรับความอิสระที่สามารถช่วยให้เราทำการปรับตั้งค่าต่างๆ ของไอโฟนได้อย่างเต็มที่ มีของเล่นให้เล่นมากมายตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเปลี่ยนการปรับแต่งธีมให้กับตัวเครื่อง การเปลี่ยนไอคอนของแอป การทำให้ใช้ Facetime ผ่าน EDGE หรือว่า 3G ได้ และอื่นๆ อีกมากมาย.

นี่คือโลกของสิ่งต่างๆ ที่คุณหาไม่ได้จาก App Store เพราะนี่คือ “โลกของ Cydia โลกของ Jailbreak”

แล้วคุณตัดสินใจได้หรือยัง?

Twitter @siangchai

Enjoy talk all
interesting story
on a daily life.

siangchai on Facebook

มาเล่นทวิตเตอร์กันเถอะ

  • สนช.และนายกฯ ประกาศ "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร" ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 (ทรท. 22.10 น.) 4 days ago
  • "ประเทศไทยโชคดีที่สุดในโลกด้วยเหตุผล 9 ข้อ" เราควรภูมิใจในความเป็น"ไทย" จงรักษาแผ่นดินเกิด thesunz.com/117985 2 months ago
  • ขณะที่บางคนนอนหลับสบาย รู้ไหม เมื่อคืน (7-9-59) ดาวเคราะห์น้อยเฉียดโลกเส้นยาแดงผ่าแปด! goo.gl/JmbSaB -MTC 2 months ago
  • LineCaptureScreen โคตรสะดวก มันไม่ใช่แค่ส่งไลน์เท่านั้น ยังสามารถ Save ลงคอมได้ ดีกว่าปุ่ม Print Scn ซะอีกเพราะสามารถเลือกขอบเขตการจับภาพได้ 4 months ago
  • LINE บน Windows วันนี้ อัพ v. 4.8 เพิ่มเครื่องมือ Crop สามารถลาก cropping เพื่อจับภาพทุกส่วนบน Desktop ได้ และส่ง goo.gl/3sMdE4 4 months ago

วันที่โพสต์บทความ

December 2016
M T W T F S S
« Dec    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

ป้ายกำกับ

Alabama Android Apple App Store Bin Laden killed blog Copenhagen Cydia Data center Denmark Earthquake free blog Google Google data center Greenpoison Internet service provider iOS IP IPad IP address iPhone IPv4 IPv6 jailbreak ios4.2.1 jailbreak iphone Japan earthquake Jay Freeman Noma overdrive Philadelphia Orchestra Protocols René Redzepi Samsung Seismology Smartphone Tornado walter breuning Wordpress World IPv6 Day world oldest man ความดัน ความดันโลหิตสูง ดนตรีคลาสสิค ดาวน์โหลดตราสัญลักษณ์ 84 พรรษา ตราสัญลักษณ์ 84 พรรษา ทอร์นาโด บิน ลาเดน พายุงวงช้าง พายุทอร์นาโด พายุหมุน ฟิลาเดลเฟีย ออเคสตร้า ภัตตาคารโนมา มะม่วงน้ำดอกไม้ มะเร็ง มะเร็งจากกล่องโฟม มะเร็งจากอาหาร วิทยาแผ่นดินไหว ศูนย์ข้อมูลกูเกิล สังหารบิน ลาดิน สุขภาพ หน่วยรบซีลส์ อาหารกล่องโฟม ฺBin Laden เกียร์ออโต้ เจลเบรค เจลเบรคไอโฟน เบาหวาน เหงื่อออกน้อย เหงื่อออกมาก แผ่นดินไหวญี่ปุ่น โนมา โลโก้ 84 พรรษา โอบามา ไอพีวี4 ไอพีวี6

สถิติผู้ชม

  • 114,613 hits